忍者ブログ


:: Seiga-i no Fiction ::


[PR]
×

[PR]上記の広告は3ヶ月以上新規記事投稿のないブログに表示されています。新しい記事を書く事で広告が消えます。

Nobuta wo produce’s Fan fic. SR3 :: Bokura no hadachi 03 [ Akira x Shuji ]
“สดชื่นเหลือเกินนะ อากิระ” เพื่อนคนนึงทักขึ้นหลังจากที่เขามาถึงโรงเรียนได้ไม่นานนัก ไม่แปลกหากใครจะนึกสงสัยในท่าทางที่ดูกระตือรือร้อนของเขา แน่ล่ะ...ก็ได้พลังใจมากเยอะเสียขนาดนั้นนี่นา

....อากิระนึกถึงภาพที่เห็นตอนตื่นขึ้นมาแล้วอดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่ได้ ชูจิอยู่ในอ้อมกอดของเขา ซุกตัวเข้าหาแนบอก ที่สำคัญยังถูกมือเล็กๆ โอบเขาเอาไว้ทั้งตัวอีก...จะมีอะไรสุขไปได้มากกว่านี้อีกมั้ยน๊า อากิระ

“ไปทำอะไรดีๆ มารึไงอากิระ”

“อย่าไปบอกใครนะ...เมื่อวาน ชูจิ มานอนค้างที่บ้านน่ะ”

“เฮ้ย...แล้วเป็นไงมั่ง...อย่าบอกนะว่า....” ถามยังไม่ทันจบดี ดันถูกเพื่อนในกลุ่มที่เพิ่งมาถึงเหมือนกันเรียกขึ้นเสียก่อน

“ไปเดินเที่ยวงานกันเหอะ บ่ายแน่ะกว่างานของเราจะเริ่ม” เพื่อนที่เพิ่งกลับมาจากไปขนของออกมาจากห้องเก็บอุปกรณ์ เดิมมาพร้อมๆ กับชูจิ ที่ขอแยกตัวไปเก็บของในห้องเก็บเสื้อผ้าที่ต้องใช้ในการแสดงของวันนี้

อากิระไม่เฉลยอะไรไปมากกว่านั้น ได้แต่เดินขนาบข้างชูจิอย่างออกนอกหน้า จนเพื่อนเดากันไปต่างๆ นานา แต่คำตอบสุดท้าย ที่ทุกคนคิดตรงกันคือ

ชูจิ จะต้องเสร็จอากิระไปแล้วแน่ๆ......


........................



“อีก 30 นาที การจะถึงคิวการแสดงเราแล้วนะ”

เพื่อนคนนึงร้องขึ้นขณะกลุ่มของชูจิกับอากิระ กำลังเดินเที่ยวเรื่อยเปื่อยชมงานวัฒนธรรมของโรงเรียน ทั้งหมดจึงรีบเดินย้อนกลับเข้าไปในตึก ก่อนเดินลัดงานนิทรรศการตรงชั้นหนึ่งเพื่อเข้าหอประชุมเล็ก....

หลังเวทีวุ่นวายไม่น้อยเลย ทั้งที่ทุกอย่างถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างดี แต่สุดท้าย เมื่องานใกล้จะเริ่ม กลับชุลมุนกันจนหยิบจับอะไรแทบจะไม่ถูก ฉากที่ทำไว้ต่างคนต่างช่วยกันยกขึ้นบนเวที ส่วนเสื้อผ้าและความเรียบร้อยของนักแสดง เพื่อนที่รับผิดชอบ ก็รีบจัดตกแต่งให้มือเป็นระวิง

“อีก 15 นาที แสตนด์บาย” ผู้กำกับจำเป็นสั่งขึ้น เร่งให้ทุกคนเตียมพร้อม.....

“ตำนาน จิ้งจอก ค่งกิซึเนะ” เสียงปรบมือของผู้ชมดังขึ้นในทันที ที่พิธีกรของงาน ประกาศเริ่มการแสดงชุดพิเศษของนักเรียนปีสามห้องบี.... ทีมงานบางส่วนหลังจากที่ทำหน้าที่ของตนเสร็จแล้ว ต่างรีบวิ่งกันมาตรงส่วนของคนดู เพื่อชมผลงานของตนที่อุตส่าห์สรรค์สร้างกันมา......

“5 . 4 . 3 . 2 . 1 เริ่มได้” การแสดงเริ่มขึ้น ในทันทีที่ผู้กำกับสั่ง นักแสดงที่เป็นตัวหลัก ค่อยๆ เดินออกไปบนเวที.......

ตำนานของจิ้งจอกน้อยจอมซน เริ่มต้นขึ้นอย่างสนุกสนาน นักแสดงแต่ละคนเล่นได้สมบทบาท โดยเฉพาะนักแสดงที่เล่นบทของ ค่ง เป็นเพื่อนในกลุ่มของชูจิและอากิระเอง
...การแสดงที่ดำเนินต่อไป จนเมื่อเข้ามาถึงยังตอนท้ายเรื่อง จุดจบของจิ้งจอกที่ถูกดับชีวิตลงด้วยมือของชาวบ้าน ผู้ที่มันหวังอยากจะให้เขามีความสุข แต่อย่างน้อย ในลมหายใจเฮือกสุดท้าย ชาวบ้านผู้นั้น ก็ยังทันได้รู้ในความหวังดีของจิ้งจอกค่ง แม้จะสายเกินไปแล้วก็ตาม....

ทันทีที่การแสดงจบลง เสียงปรบมือของผู้ชมดังขึ้นอย่างล้นหลาม นักแสดงแต่ละคนมัวแต่ดีใจ จนเกือบลืมโค้งขอบคุณผู้ชม

“เฮ้ย เป็นอะไรไปน่ะ อากิระ???” เพื่อนคนหนึ่งหันมาถาม เมื่อเขาสังเกตได้ว่า อากิระทำจมูกฟุดฟิด เหมือนกับพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหล

“อะไรจะซึ้งซะขนาดน๊านนนน” พูดจบเพื่อนๆ ก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน มีแต่ชูจิเท่านั้น ที่ได้แต่แอบขำอยู่ในใจ.... ดูท่าอากิระ คงจะอินกับเรื่องของจิ้งจอกตัวนั้นมากจนเกินไปซะแล้วล่ะมั้ง ถึงได้ออกอาการเสียขนาดนี้ เรื่องราวของตำนาน ถ้าหากว่าอากิระจะเปรียบเป็นตัวเองก็คงจะไม่ผิด แต่สำหรับชูจิแล้ว เขาไม่ใช่ชาวบ้านคนนั้นที่ยิงเจ้าจิ้งจอกค่งจนตายด้วยเพราะเข้าใจผิด ในเมื่อเขารู้ดีว่า ความสุขที่ได้รับอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ได้มาจากพระเจ้าที่ไหน แต่มากจากคนใจดีที่ยืนอยู่ข้างกายเขานี่เอง......


“เตรียมเก็บฉากลงได้แล้วล่ะ...เอ๊า ไปกันซักที อากิระ” เพราะเห็นว่าคนตัวโตได้แต่ยืนทื่อ ชูจิถึงได้เผลอแตะลงที่ฝ่ามือนั้นโดยไม่ตั้งใจ เขาเพียงแค่หวังจะลากอีกฝ่ายให้ไปด้วยกัน แต่กว่าจะรู้ตัวก็ยั้งมือเอาไว้ไม่ได้แล้ว

ชูจิได้แต่เดินนำหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะหันมองคนที่เดินตามกันมา ฝ่ามือที่ประสานอย่างจงใจ เป็นตัวเร่งให้เกิดความรู้สึกบางอย่างที่บรรยายออกมาไม่ได้ ความรู้สึกที่ชูจิไม่เคยรู้จัก หัวใจที่เต้นโครมครามเมื่อสัมผัสกับมืออุ่นนั้นแน่นขึ้น...ชูจิรีบคลายมือออกเมื่อเข้ามาถึงหลังเวที ไล่ให้อากิระช่วยเพื่อนขนของ ส่วนตัวเองก็รีบเปลี่ยนมาช่วยจัดเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงกับเพื่อนคนอื่นๆ...

...นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกแบบนี้ ชูจิตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้ ใช่ว่าเขาจะไม่รู้สึกรู้สากับการถึงเนื้อถึงตัวของอากิระ แต่เพราะตลอดเวลาชูจิไม่เคยเก็บมาคิดหรือสนใจในการกระทำเหล่านั้น....แต่ระยะหลัง....เขาชักจะห้ามจิตใจได้ยากขึ้นทุกที ทั้งที่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า...ทั้งหมดที่เขารู้สึกนั้น คืออะไร..... ความรู้สึกที่เหมือนกับเมื่อคืนไม่มีผิด หัวใจที่เต้นโครมครามจนห้ามเอาไว้แทบไม่อยู่ ทั้งที่ถ้าหากจะผลักไสก็ทำได้ แต่ร่างกายกลับเลือกที่จะอยู่เฉยๆ และปล่อยให้ตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของอากิระจนถึงเช้า

ชูจิได้แต่พร่ำถามตัวเอง.....ที่เป็นอยู่ทั้งหมดนี้ คืออะไรกันแน่นะ?


...............................


งานโรงเรียนสิ้นสุดลงเกือบ 4 โมงเย็น อุปกรณ์ของปีสามห้องบี กว่าจะได้เก็บเป็นที่เป็นทางก็เมื่อซุ้มบนชั้นเรียน เก็บของตรงส่วนของระเบียงออกไปจนหมดแล้ว อุปกรณ์ประกอบฉากถึงได้ย้ายขึ้นไปยังห้องเก็บของบนดาดฟ้าของตึกเรียน....

“กลับบ้านกาน กลับบ้านกานนนนน” อากิระพูดขึ้นพลางเดินกระพือปีกลงบันได ตามชูจิลงมาด้วยกัน

“ถ้าร่วงลงไปนะ ฉันจะขำให้” ชูจิว่าขณะเดินอยู่ที่ชั้นล่างแล้ว อากิระเลยถือโอกาสกระโดดลงลงจากขั้นบันได วิ่งเข้ามากอดคนตัวเล็กเข้าเต็มรัก เลยถูกชูจิผลักออกแรงๆ

“ใจร้ายเกินไปแล้วนาาาา ชู่จิคุ๊ง” พองแก้มกลมๆ ขัดใจที่ชูจิไม่ยอมเขาง่ายๆ

“วันนี้นายยังแต๊ะอั๋งฉันไม่พออีกรึไง ในซุ้มบ้านผีสิงนั่นก็เท่าไหร่แล้ว” ...ทั้งที่ตัวโตกว่ามาก แต่อากิระกลับเอาแต่โวยวาย โผเข้ากอดชูจิ จนเขาต้องผลักออกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เส้นทางไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย แต่คิดตรงที่อากิระเอาแต่รั้งชูจิเข้าไปกอดอยู่เรื่อย เลยใช้เวลากว่าจะถึงทางออกมากกว่าคนอื่น

“ก็ฉันกล้วนี่นา....นี่ชูจิ วันนี้จะไปค้างบ้านฉันรึเปล่า?” ถามเสียงอ้อน

“พรุ่งนี้คุณลุงก็กลับแล้วไม่ใช่เหรอ? นายคงอยู่คนเดียวได้นะ”

“ว่าาาาแล้ว” อากิระบ่น พลางทำตาละห้อย จนคนที่มองอยู่เห็นแล้วอดใจอ่อนไม่ได้

“เอาเป็นว่า เดี๋ยวไปบ้านฉันก่อนแล้วกัน ถ้าพ่อกลับมาเร็วค่อยว่ากันอีกที”

อากิระเกือบจะโผเข้ากอดชูจิอีกครั้ง ดีที่เขายกมือห้ามไว้

“ถ้านายเข้ามาล่ะก็ ฉันเปลี่ยนใจแน่” อากิระชะงัก ได้แต่เดินหงอตามคนตัวเล็กไป ไม่กล้าจะทำอะไรให้เสียเรื่องอีก


................
............



แสงแดดยามเย็นฉาบทั้วทุกที่จนเป็นสีส้มจัด ลมทะเลที่ไม่แรงนักทำให้อากาศในวันนี้ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

“จอดรถก่อนได้มั้ยชูจิ” อากิระร้องบอกขณะที่เขาเริ่มชะลอความเร็วของจักรยานลง ก่อนจอดลงสนิทที่ริมเขื่อน

“แค่อยากจะให้มาดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกันน่ะ” อากิระหันไปยิ้มให้ชูจิที่เดินตามมาทีหลัง เขามองไปยังเบื้องหน้าอีกครั้ง พระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะเลือนหายลงไปในท้องทะเล

ไม่มีคำสนทนาใดๆ...ทั้งที่อยากจะถามแต่ชูจิกลับเลือกที่จะเงียบ และเฝ้ามองพระอาทิตย์พร้อมๆกับอากิระ...แสงสีสดนั้นอ่อนแรงลง จนสามารถมองรูปทรงของดวงอาทิตย์ได้ชัดเจน....สีส้มค่อยๆ เลือนหาย เกิดขึ้นพร้อมกับด้านหนึ่งของดวงอาทิตย์ที่เริ่มจมลงไป...จากทีละนิด เป็นหนึ่งส่วน สองส่วน...หายไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็เหลือเพียงแสงเป็นรัศมีออกมาให้ได้เห็นบ้างเท่านั้น

“สวยจัง” ชูจิพูดขึ้นหลังจากที่การแสดงของธรรมชาตินั้นจบลงไปแล้ว

“สวย แต่ก็..น่าใจหายเหมือนกัน” อากิระเปรยเบาๆ เขาหันหลังให้กับท้องทะเล และเลือกที่จะเท้าแขนไว้กับสันเขื่อนแทน

“วันใหม่กำลังจะมาอีกแล้วสินะ เฮ้อ น่าเบื่อจริง” ปากอิ่มบ่นพึมพำ ก่อนถอนหายใจออกมา

“เป็นอะไรรึเปล่าอากิระ” อดถามขึ้นไม่ได้ เมื่อเห็นว่าคนข้างกายไม่ได้ร่าเริงอย่างที่ควรจะเป็น

“ก็แค่ เบื่อนิดหน่อยน่ะ รู้สึกว่าวันเวลาเร่งให้ฉันห่างจากชูจิเร็วๆ ยังไงก็ไม่รู้”

“บ้าน่า คิดไปเองแล้วล่ะนายน่ะ ....ทุกอย่างมันก็...เหมือนเดิมน่ะแหละ”

“ทุกอย่างยังเหมือนเดิมหมดเลยเหรอ?” อากิระถามขึ้น...หันมองชูจิที่ยืนหันหลังให้ทะเลเช่นเดียวกับเขา

“อืม ทุกอย่างสิ ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยน”

“แม้แต่ใจของชูจิน่ะเหรอ?” คำถามที่ถูกเอ่ยขึ้นอย่างไม่ให้ตั้งตัว ชูจิรู้สึกว่าใจของตัวเองกำลังสั่น ไม่รู้เพราะอากิระ กำลังเข้าใจความหมายของคำว่าเหมือนเดิมผิดไป หรือเพราะเขาถูกถามในเรื่องของหัวใจกันแน่...

“...เรื่องนั้น.. ไม่รู้สิ... เอ่อ เรารีบกลับกันเถอะ ถ้าพ่อกลับมาเร็ว ฉันจะได้ไปบ้านนายไง”.....เปลี่ยนเรื่องอย่างช่วยไม่ได้...ทั้งที่รู้ดีว่า อากิระต้องการอะไรจากเขา.....

....เปลี่ยนน่ะ เปลี่ยนแน่...แต่เป็นอย่างที่อากิระต้องการหรือไม่นั่น ชูจิยังตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน..........




“กลับมาแล้ว อ้าวพ่อ” ชูจิยืนนิ่งหน้าประตู เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านคิริทานิกำลังง่วงอยู่ในครัว โดยมีโคจิเป็นลูกมือ

“มาแล้วเรอะ อากิระก็มาด้วย ดีจริง วันนี้จะโชว์ฝีมือให้เต็มที่เลย”

“เข้าไปในบ้านดิ่ชูจิ ผิดหวังมากเรอะงาย ที่คุณลุงกลับมาแล้วน่ะ” อากิระแกล้งเหน็บแนมร่างเล็กที่ทำเป็นยืนนิ่ง เมื้อกี้ชูจิเฉไฉเขามาครั้งนึงแล้ว หนำซ้ำพอมาถึงบ้าน ยังมาทำตกตะลึงที่พ่อตัวเองกลับมาเร็วซะอีก อย่างนี้มันน่าจัดการให้เด็ดขาดซะจริงเชียว!!

....เนื่องจากวันนี้งานเสร็จเร็วก่อนกำหนด มื้อเย็นพ่อบ้านคิริทานิ เลยลงทุนโชว์ฝีมือเองหลังจากไม่ได้เข้าครัวมาพักนึงแล้ว
อากิระนึกกะหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ คนที่นั่งอยู่บนโซฟาข้างเขา อีโก้สูงอย่างกะอะไรดี ย่อมไม่มีทางผิดสัญญากับเขาอยู่แล้ว เพราะงั้นยังไงเสีย ชูจิก็ต้องไปนอนค้างบ้านเขาอีกคืนอยู่วันยังค่ำ

“อย่าออกนอกหน้านักอากิระ อย่าคิดว่าฉันไม่กล้าปฏิเสธนายนะ” ถูกชูจิจับทางเอาได้ คนแอบยิ้มเลยต้องมานั่งหน้าเจื่อนแทน


มื้ออาหารเริ่มขึ้น หลังจากพ่อบ้านคิริทานิมานั่งประจำตำแหน่งที่โต๊ะอาหารแล้ว มื้อนี้ยังคงสนุกสนานเหมือนเดิม พ่อบ้านอารมณ์ขันเล่าเรื่องงาน สลับกับการเผาลูกชายของตัวเองอย่างไม่รู้หน่าย เช่นเดียวกับอากิระ ที่ตั้งใจฟังราวกับจะเก็บข้อมูลเอาไปทำรายงานยังไงยังงั้น

“ผมเพิ่งจะรู้นะครับว่า คุณลุงเรียกคุณป้าว่า โนะบุตะ เหมือนกัน” อากิระถามหลังจากได้ฟังเรื่องสมัยยังหนุ่มขอคุณลุงคิริทานิ

“มันเป็นเรื่องสมัยยังวัยรุ่นอยู่น่ะแหละ ตอนนั้นเขาก็โก๊ะใช่หยอก ไม่นึกเลยว่า พอแต่งงานกันแล้ว จะกลายเป็นคนละคนไปเลย กลายเป็นพวกชอบความท้าทายถึงไหนถึงกัน แถมยังข่มลุงซะอย่างกะอะไรดี”

“เหมือนที่พี่ชูจิ ข่มพี่อากิระ ใช่มั้ยฮะ” โคจิเสริม เล่นเอาพี่ชายโวยวายซะยกใหญ่

“บ้า มาเกี่ยวอะไรกับฉันเล่า”

“แล้วมันจริงมั้ยล่ะ พี่อากิระว่าไง?” ย้อนถามอีกคนที่นั่งตรงข้ามกัน อากิระถือโอกาสตีหน้าเศร้าแถมพยักเพยิดลงอีกสองสามครั้งแทนคำตอบ

“งี้ล่ะ เชื้อไม่ทิ้งแถว”

“อ้าวพ่อครับ” ชูจิได้แต่บ่นอุบ เข้าข้างอากิระกันหมดทุกคนเลย ใครเป็นลูกบ้านนี้กันแน่นะเนี่ยะ?


....หลังจากทานกันเสร็จแล้ว อากิระเสนอตัวที่จะเก็บโต๊ะเหมือนเดิม เช่นเดียวกับที่ชูจิทำหน้าที่ล้างถ้วยชามทั้งหมด เวลาไม่นานงานของทั้งคู่ก็เรียบร้อย เหลือแค่รอชูจิออกไปบ้านกับอากิระเท่านั้น

“พรุ่งนี้ ผมจะกลับมาสายๆ นะครับ”

“อืม โชคดีล่ะ อากิระคุงด้วยนะ”

“ครับคุณลุง ลาละครับ บับบาย โค่จิคุ๊ง ก๊องๆ”

“ก๊องๆ”


.....แกร็ก......


ชูจิปิดประตู ก่อนเดินลงบันไดไปยังชั้นล่างโดยมีอากิระเดินตามลงมาอยู่ด้านหลัง...

..บรรยากาศรอบข้างมืดสนิทลงแล้ว มีเพียงเสียงเลื่อนของล้อรถจักรยานแทรกขึ้นในความเงียบ ชูจิออกตัวไปก่อน ตามมาด้วยอากิระ ที่เร่งความเร็วตีคู่เขามาติดๆ

เพราะความมืดโรยตัวลงโดยรอบ ต่างฝ่ายต้องมีสมาธิตลอดทางทำให้ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆ เรื่อยมาจนแม้จะเข้ามาถึงในบ้านของคุณลุงแล้วก็ตาม....

ชูจิทิ้งตัวลงตรงที่ประจำข้างโต๊ะกลางตัวเดิม ฟุบหน้าลงที่โต๊ะอย่างเหนื่อยๆ โดยไม่ทันสังเกตว่ามีคนมานั่งอยู่ใกล้ตัวเองมากขนาดไหน

“...ชูจิ..”

“หืม? เฮ้ย!” ตกใจที่หันไปเจอใบหน้าใสนั้นใกล้...ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่รินรดกัน....

“เอ่อ...มีอะไรเหรอ อากิระ???” ถามขึ้นเสียงสั่น บรรยากาศในตอนนี้ ดูไม่น่าปลอดภัยสำหรับชูจิเอาเสียเลย

“นายไม่อยากมานอนค้างบ้านฉันเหรอ?” อากิระขยับตัวห่างออกลงไปนั่งในท่าเดิม ...ชูจิหายใจหายคอคล่องขึ้น.....เมื่อกี้เอาจริงหรือคิดจะแกล้งกันแน่นะ?

“เปล่านิ่ นายคิดมากไปรึเปล่า ฉันก็ปกติดี” ยกเว้นเมื่อกี้นี้เท่านั้นเอง

“ก็เห็นนายเอาแต่เงียบตลอดทาง ไม่คุยกันเลยนี่นา ฉันก็คิดว่านาย อาจจะไม่อยากมานอนค้างบ้านฉัน” พูดพลางยู่หน้า งอนชูจิไม่น้อยเหมือนกัน วันนี้น่ะ ขัดใจหลายเรื่องเหลือเกิน

“มันก็ไม่เลวร้ายนักหรอก ถ้าฉันไม่ต้องลากใครเข้าห้องนอน ตัวก็เล็กซะที่ไหนล่ะนั่นน่ะ”

“ช่าย ดีจะตาย มีคนนอนกอดทั้งคืนเนี่ยะ”

“นายหมายความว่าไง อากิระ เฮ้ย ปล่อยฉันนะ!!!” โวยวายที่โดนรั้งเข้าไปกอด ชูจิถูกจับให้นั่งซ้อนอยู่บนตักของอากิระ นึกอยากจะดิ้นรน แต่พอเห็นสายตาที่เปลี่ยนไปของคนที่เขานั่งซ้อนอยู่ ร่างกายกลับชาเอาเสียดื้อๆ

อากิระ..เป็นแบบนั้น อีกแล้ว...
อากิระ ที่ดูจริงจัง จนไม่กล้าสรรหาคำมาต่อว่าให้ตัวเองหลุดพ้นจากอ้อมกอดนี้.......


“ขอโทษนะชูจิ ที่ทำให้ลำบาก แต่ว่ารู้มั้ยว่าฉันดีใจมากแค่ไหน ที่ตื่นขึ้นมาแล้ว เจอชูจิอยู่ข้างฉันแบบนั้นน่ะ” อากิระกดปลายคางลงบนไหล่บาง พูดชิดติดแก้มนุ่ม จนคนฟังต้องเป็นฝ่ายก้มหน้าหนีเสียเอง

แขนแข็งแรงกอดร่างเล็กแน่น แขนที่โอบไขว้กันยึดเอวบางรั้งให้ลำตัวแนบชิดจนไม่มีช่องว่าง ไม่มีใครพูดอะไรอีก....เงียบมาก จนชูจิได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองก้องอยู่ในหัวจนปวดไปหมด....

“ชูจิ” เรียกคนในอ้อมกอด ให้ได้สติกลับคืนมา

“ชูจิยังไม่ได้ตอบฉันเลยนะว่า ใจของชูจิน่ะ ยังเหมือนเดิมอยู่รึเปล่า???” คำถามที่ทำให้หัวใจของชูจิเต้นแรงยิ่งขึ้นไปอีก คำถามที่ต่อให้หลีกเลี่ยงซักเท่าไหร่ สุดท้ายแล้ว เขาเองก็หนีไม่พ้น

“ไม่รู้สิ...ฉันไม่รู้จริงๆ....ว่ามันเปลี่ยนไป...แบบไหน” อึกอักที่จะพูด....จนแทบไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง

“รักฉันบ้างแล้วรึยัง??” สิ่งที่หวังให้เป็น ถูกถามขึ้นมาตรงๆ ...แล้วคนตอบล่ะ...จะตอบเช่นเดียวกันได้มั้ย?

“ไม่รู้สิ...ฉันไม่รู้ว่า..อะไรที่เรียกว่า...รัก...”

“งั้น พิสูจน์กันมั้ย?” เสียงทุ้มถามขึ้น...น้ำเสียงนั้นจริงจัง....


...ชูจิสบสายตาที่จ้องมองเขาราวกับค้นหาคำตอบ
ดวงตากลมโตสะท้อนภาพของเขาในนั้นชัดเจน.....


ชั่ววูบที่ตัดสินใจ คำตอบที่ได้โดยไม่ต้องย้ำถามตนเองซ้ำ
... ถ้าจะทำให้เขารู้ใจตัวเองได้ล่ะก็......


“อืม...เอาสิ มาพิสูจน์กัน”

.
.
.
.
.


PR
この記事にコメントする
NAME:
TITLE:
COLOR
MAIL:
URL:
COMMENT:
PASS: Vodafone絵文字 i-mode絵文字 Ezweb絵文字
この記事へのトラックバック
この記事にトラックバックする:
カレンダー
05 2026/06 07
S M T W T F S
1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
最新CM
[06/24 p_akajin]
プロフィール
HN:
No Name Ninja
性別:
非公開
バーコード
ブログ内検索
アーカイブ
フリーエリア
Copyright©Seiga-i All Rights Reserved.
Powered by NinjaBlog
Graphics by **月読空庭**
Template by わらみ~
忍者ブログ [PR]