บทพิสูจน์ ..ของอากิระ...
..บทพิสูจน์ ที่จะทำให้ชูจิ...รับรู้ความรู้สึกแท้จริง.....
ร่างสองร่างยังอยู่ในท่าเดิม มีเพียงแขนที่คลายอ้อมกอดลงแล้ว อากิระ ไม่ได้รั้งชูจิให้แนบชิดเหมือนทีแรก เขาปล่อยมือจากเอวบางนั้น มือข้างหนึ่งเปลี่ยนมายึดใบหน้าขาวให้หันมองทางเขา และใกล้เขามากขึ้น...มากขึ้น
ดวงตาสองคู่ที่ประสานกัน ลมหายใจที่รินรดกัน เสียงหัวใจเต้นดังจนหูอื้ออึงไปหมด ชูจิจ้องมองอากิระ...ใบหน้านั้นใกล้ลงมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายดวงตาเรียวสวยก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และยอมปิดเปลือกตาบางลงในที่สุด
..สัมผัสแรกคือความอ่อนนุ่มที่ริมฝีปาก...จูบในแบบเดิมๆ ของอากิระ ที่เกิดขึ้นระหว่างกันแม้จะนับครั้งได้ แต่เพียงชั่ววูบที่อากิระถอนริมฝีปากออก และจูบลงครั้งใหม่ สัญชาติญาณของชูจิ รู้ได้ทันทีว่า ที่ผ่านมา นั่นเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น
หัวใจที่เต้นดังมากกว่าเดิมราวกับอยู่นอกอก ดังมากๆจนชูจิแทบไม่รับรู้อะไรอีก นอกจากจูบลึกๆ ที่อากิระมอบให้ ริมฝีปากที่พยามบังคับให้ชูจิตอบรับ...ทั้งละให้ห่างออก และแตะซ้ำลงไปใหม่ ไล่ต้อนบังคับปากที่ปิดสนิทแน่นนั้นอยู่หลายครั้ง จนสุดท้ายชูจิก็เผลอไผลตอบรับออกไปในที่สุด...
บทพิสูจน์ ที่เริ่มเพียงข้อแรก
แบบทดสอบที่คนทำไม่เคยรับรู้ว่า จริงแล้ว เนื้อหาทั้งหมดนั้น คืออะไร
...ตุ๊บ...
แม้ร่างจะล้มลงแนบพื้นไปด้วยกัน แต่กลับไม่ทำให้อากิระหยุดแม้เพียงชั่วอึดใจ ริมฝีปากบางที่อากิระไม่ยอมปล่อยให้เป็นอิสระ...ยิ่งมีโอกาส ยิ่งเอาแต่ใจ เมื่อชิมแล้ว ก็ยากที่จะหยุดลิ้มลอง มีแต่จะยิ่งกินยิ่งดื่มให้รู้รสจนลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ...
อากิระไม่จูบเขาอีกแล้ว...ชูจิหายใจสะดุดทันทีที่รู้สึกถึงไออุ่นร้อนตรงต้นคอ...และแทบลืมหายใจ เมื่ออากิระกดริมฝีปากลงแรง เม้มย้ำ จนบริเวณที่สัมผัสกลายเป็นสีแดงระเรื่อ...ความร้อนในกายทวีสูงขึ้น ร้อนมากจนชูจิต้องปล่อยลมหายใจออกมาแรงๆ... เหมือนคนเหนือร่างจะรู้ใจร่างกายแทนเขา ชุดนักเรียนตัวนอกจึงถูกปลดออก ก่อนดึงให้พ้นจากร่างกายบอบบาง และอากิระเอง ก็ทำเช่นเดียวกัน
...ดวงตากลมโตหยุดมองคนใต้ร่าง ดูเหมือนอากาศเย็นในตอนนี้จะไม่ช่วยอะไรเลย เสื้อยืดตัวในชุ่มเหงื่อบางๆ ชูจิยังคงหายใจหนักๆ ... มาถึงตอนนี้ อากิระกำลังเฝ้ารอชูจิอยู่ทุกวินาที รอฟังคำที่จะให้เขาหยุดการกระทำอันรุกราน คำที่จะทำให้เขาเลิกบทพิสูจน์ทั้งหมด หนึ่งในสองคำที่เขารอจะได้ยิน...แต่จนถึงตอนนี้...ทั้งที่ริมฝีปากบางแดงช้ำขนาดนี้ เขากลับไม่ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นเลย แม้เพียงซักครั้งเดียว...
“ชูจิ”
“..........” ลืมตาขึ้นมอง......อากิระกำลังค่อมอยู่บนร่างของเขา
“ได้มั้ย? ชูจิ”
“..........” ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา...ยกเว้น..เสียงของหัวใจ
“ถ้าไม่ตอบ ฉันจะถือว่านายไม่ขัดขืนนะ”
“..........” หลับตาลง.....ไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว.....
ฟุ่บ
ร่างเล็กถูกอุ้มขึ้น ชูจิไม่เหลือแรงแม้แต่จะถามว่ากำลังถูกพาไปทำอะไรหรือที่ไหน....เสียงประตูที่ปิดดังทำให้สะดุ้ง แต่คงไม่เท่ากับเมื่อรู้สึกว่า แผ่นหลังกำลังสัมผัสลงกับฟูกหนา ที่เขาใช้เป็นที่นอนเมื่อคืนนี้
บนฟูกผืนเดียวกัน
กับคนๆ เดียวกัน
แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
ไม่มีทางเหมือนกันกับที่ผ่านมาแน่นอน
เสื้อยืดถูกถอดออกไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ...อากิระกดปลายจมูกโด่งลงบนแก้มนุ่มทั้งซ้ายและขวา ก่อนที่กลีบปากบางจะถูกปิดสนิทลงด้วยริมฝีปากอิ่มอีกครั้ง ....อากิระเลื่อนจูบมาสำรวจเนื้อตัวขาวที่เปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อน กดและย้ำ ประทับรอยแทบจะทุกตารางนิ้วบนร่างกายของชูจิ
...แน่ล่ะ ไม่ใช่แค่นี้...บทพิสูจน์ ยังมีมากกว่านี้
กางเกงตัวนอกและชั้นในถูกร่นและรั้งลงไปถึงปลายเท้า ร่างกายที่ไม่เหลืออะไรปกปิดเลยซักชิ้น......ทำถึงขนาดนี้....อากิระก็ยังไม่ได้ยินสิ่งที่คาดว่าชูจิจะต้องพูดหมือนที่ผ่านมาเลยซักคำ
...บทพิสูจน์ ที่เริ่มขึ้นอีกครั้ง คำถามที่มีเพียงแค่เลือกว่า ใช่หรือไม่ใช่
ร่างกายที่ถูกทำให้รู้สึกมากขึ้น...ชูจิน้ำตารื้นเพราะการกระทำของอากิระ ไม่ใช่แค่จูบอีกแล้ว ที่อากิระมอบให้ แต่มากมายกว่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น....แรง มากกว่านั้น...
“อ...อากิระ”...เสียงที่สั่นจนห้ามไม่ได้...เรี่ยวแรงถูกใช้ไปกับการแบกรับความรู้สึกของอากิระไว้ทั้งหมด
“...พอ..พอแล้ว...พอแค่นี้”
พูดให้มากกว่านี้สิ ชูจิ แค่เพียงพูดออกมา แค่พูดว่า ไม่ชอบ หรือ เกลียด เท่านั้น.....
“อย่า...อ๊ะ”
ห้ามกันไม่ได้อีกแล้ว เกินขีดจำกัดแล้ว.....
“อา..กิระ...อื้อ”...เจ้าของชื่อทำได้เพียงแค่ปลอบประโลม...จูบซับน้ำตาและพร่ำพูดในคำหวานล้ำนั้น
“รัก ชูจิ” บอกเสียงแหบพร่า แม้รู้ว่าชูจิอาจไม่ได้ยิน แต่ไม่เป็นไร ต่อจากนี้ จะพูดอีก พูดจนกว่าจะเอ่ยออกมาเป็นคำๆ เดียวกัน
“รัก” ในซักวัน....ชูจิอาจจะเข้าใจ เช่นเดียวกับที่อากิระเข้าใจ.......
.
.
.
.
.
.
...กรุ๊ง กริ๊ง....
...กระดิ่งใบเล็กในห้องนอนไหวแรง ไปตามกระแสลมเย็นที่พัดผ่าน ปลุกร่างเล็กภายใต้ผ้านวมหนาให้รู้สึกตัวตื่นอย่างช่วยไม่ได้ เปลือกตาบางลืมขึ้นช้าๆ แสงสว่างยามสายเรียกสติจนต้องลุกขึ้นนั่งแทบจะทันที...สิ่งที่นึกถึงอย่างแรกคือเวลากลับบ้าน แต่เมื่อเห็นสภาพตัวเอง หลังจากผ้าห่มหล่นจากตัวมากองอยู่ตรงหน้าตัก ..ดวงตาหรี่ปรือโตขึ้นเป็นสองเท่า ...ท่าจะมีเรื่องร้ายแรงกว่าที่ชูจิกลับบ้านผิดเวลาซะแล้ว......
ชูจิก้มมองตัวเอง...ร่างกายไม่มีเสื้อผ้าติดตัวอยู่เลยซักชิ้น รอยสีเข้มเด่นชัดอยู่ทั่วทั้งช่วงอก...ไหนจะความระบมอ่อนๆ ตรงสะโพกนี่อีก....ภาพที่ไม่ต้องรีรัน เหตุการณ์เมื่อคืนผุดขึ้นราวกับถูกเมมโมรี่ไว้...ตอกย้ำให้รู้ว่า ชูจิ พลาดไปแล้ว!!
“ตื่นแล้วเหรอออ ห๊าววว อรุณสาหวาด ชู่จิ มายด้าร์ลิงค์” ตัวก่อเรื่องทักทายขึ้น ขณะเปลี่ยนท่าเป็นนอนตะแคงมองคนที่นั่งอยู่บนฟูกข้างกันตาแป๋ว....
ชูจิไม่กล้าแม้จะหันไปมองหน้า ได้แต่กัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา...นี่เขาปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นได้ยังไง????
“เพราะว่าชูจิรักฉันน่ะสิ ชูจิรักฉันน่ะ แค่นี้ก็ยังไม่รู้อีกเหรอ??” ราวกับอ่านใจกันได้ อากิระลุกขึ้นนั่งบ้าง เสมองคนตัวเล็กที่หน้าซีดเป็นกระดาษ ชูจิคงจะตกใจมากล่ะสิที่สุดท้ายแล้ว เขากับชูจิก็ลงเอยกันได้แบบนี้....สมใจอย่างที่เขาหวังอยากจะให้เป็นซะเหลือเกิน
“นายต้องรับผิดชอบเค้านะชูจิ อย่างทิ้งเค้านะ”
คนตัวโตกว่าโผเข้ากอดรัดชูจิเกือบทั้งตัว ฝ่ายเสียหายนึกอยากจะด่านัก แต่ยังไม่ทันได้อ้าปาก แกมอูมๆกับปากอิ่ม ชิงทำหน้าที่ได้อย่างช่ำชอง หยุดชูจิด้วยจูบจนนิ่งสนิทไปเลยทีเดียว
จูบลึกๆ ของอากิระ ทำให้ใบหน้าใสกลายเป็นสีแดงเข้ม ชูจิปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เพราะสิ่งนี้ทำให้เขาเคลิบเคลิ้มจนคล้อยตามทำเรื่องเหนือความคาดหมายลงไปได้...ชูจิก้มหน้างุดทันที หลังริมฝีปากห่างจากกัน อากิระแล๊บลิ้นสีสดเลียริมฝีปากล่างเล็กน้อย ยิ่งทำให้ชูจิหน้าร้อนฉ่ามากขึ้นไปอีก....
“หน้าแดงแบบนี้แสดงว่าชอบล่ะซี้~” อากิระพูดพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ หวังให้ปลายจมูกโด่งเฉียดเข้ากับแก้มใส
“ใคร..ใครจะไปชอบนายกัน” ก้มหน้าจนคางชิดอก
“อะไรกัน เมื่อคืนนี้ออกจะว่าง่ายอยู่แท้ๆ”
“บ..บ้าเรอะ ใครโดนแบบนี้ก็ต้องรู้สึกเหมือนกันหมดน่ะแหละ!! ปล่อยได้แล้ว ฉันจะกลับบ้าน!!” ชูจิผลักร่างหนาออก กัดฟันลุกขึ้นจากฟูก รีบคว้าเสื้อผ้าที่กองอยู่หนีเข้าห้องน้ำไป
“อาบเร็วๆ นะ ชู่จิคุ๊ง ฉันว่าเราต้องเดินกลับบ้านนายซะแล้วล่ะ งดจักรยานวันนึงแล้วกันเนอะ”
“หุบปากไปเลย ไอ้บ้าอากิระ!!!” เสียงโวยวายดังขัดกับเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจ จะมีซักกี่ครั้ง ที่อากิระจะเป็นฝ่ายเหนือกว่าได้ขนาดนี้กันนะ?
คนตัวโตหงายผึ่งลงบนฟูกอีกครั้ง...พื้นที่ว่างข้างกายนั้นยังคงอบอุ่น...ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด มากมายยิ่งกว่าความฝัน อากิระไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยว่า เขาจะได้ชูจิมาครอบครองแล้วจริงๆ.....
...ต่อจากนี้ จะต้องห่วงอะไร ในเมื่อ...ชูจิกับอากิระ....เป็นหนึ่งเดียวกันแล้วโดยสมบูรณ์...
.
.
.
.
.
.
ณ ปลายเดือนมีนาคม ในปีถัดมา...
...ทะเลในฤดูหนาว ไม่ได้สวยงาม หรือ อบอุ่นดังเช่นในฤดูร้อน เรือหาปลาหลายลำจอดนิ่งอยู่ริมฝั่ง คลื่นลมที่แรงมากกว่าปกติทำให้หาดทรายร่างผู้คน ...ภาพที่ดูไร้ชีวิตชีวา ทำให้ปวดหนึบตรงหัวใจอย่างห้ามไม่ได้......
...ชูจิก้มมองปลายเท้าของตัวเองจมลงไปในทรายเม็ดละเอียด....หน้าหนาวแม้แต่ทรายก็ยังเป็นสีเข้มจนน่าใจหาย...
“แอบหนีออกมาก่อน ปล่อยให้ฉันตามหาซะแทบแย่ มายืนแช่เท้าอยู่แบบนี้ เดี๋ยวก็ป่วยกันพอดี” น้ำเสียงขึ้นจมูกเอ่ยถาม หลังจากตามหาคนตัวเล็กที่แอบหนีออกมาจากหอประชุม...วันนี้ ในช่วงเวลาที่ฤดูหนาวกำลังจะสิ้นสุด...พิธีจบการศึกษาถูกจัดขึ้นในช่วงนี้ของทุกปี รุ่นน้องทุกคนจะมารวมตัวอยู่ที่หอประชุมใหญ่ เพื่อร่วมกันแสดงความยินดี และส่งท้ายรุ่นพี่ปีสามที่กำลังจะพ้นจากรั้วโรงเรียน...
“คิดอะไรอยู่เหรอ? เป็นอะไรรึเปล่า?” อากิระถามด้วยความเป็นห่วง ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าคนตัวเล็กกำลังสั่นอยู่น้อยๆ...
ชูจิส่ายหน้าเบาๆ ไม่ใช่ว่าเขาโกหก แต่เพราะนึกอะไรไม่ออกเลยจริงๆ.
“ฉันว่ากำลังจะกลับเข้าไปอยู่พอดีน่ะ” ชูจิกอดอก ห่อตัวเข้ากับเสื้อกันหนาวที่เขาสวมทับชุดนักเรียน...แต่ทั้งที่อากาศไม่ได้เย็นจัดมากกว่าปกติ ทำไมถึงห้ามไม่ให้สั่นได้ยากนักก็ไม่รู้...ห้ามได้ยากจนอยากร้องไห้.....
ร่างเล็กตั้งใจจะเดินกลับเข้าไปในโรงเรียน แต่ดันปะทะเข้ากับอีกร่างที่ยืนประชิดอยู่กับตัวเขา....อากิระรั้งไหล่บางทั้งสองข้าง ยึดชูจิไว้ไม่ให้หลบหน้าหนี...
ชูจิก้มหน้า...หายใจสะดุด เมื่อรับรู้ถึงความอ่อนโยนผ่านฝ่ามือที่จัดไรผมให้เขา
ไม่มีคำพูด ไม่มีคำถามใดๆ ในเมื่อต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่า ไม่นาน วันนี้ต้องมาถึง
วันของการจากลา...วันที่คนหนึ่ง ต้องห่างจากอีกคนหนึ่งไป...
การสอบครั้งใหญ่จบลงแล้ว วันแห่งพิธีการถือเป็นวันสิ้นสุดการค้นหาความสุขอันแท้จริง....ซึ่ง อากิระ ได้ค้นพบความสุขที่ว่านั้นแล้ว...
ความสุขที่แท้จริงของเขา คือการได้รัก
และการได้รักชูจิ เป็นความสุขยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเขา....
...จูมพิตอ่อนโยนจากอากิระ มาพร้อมกับน้ำตาที่ชูจิไม่อาจกลั้นเอาไว้ได้...แม้จะทำใจยอมรับซักแค่ไหน ...แต่การจากลา ไม่ใช่เรื่องที่จะเต็มใจยิ้มรับได้โดยง่ายนัก...
ฝ่ามืออุ่นปาดหยดน้ำบนแก้มใสให้...อากิระโอบกอดชูจิเอาไว้แนบแน่น...เสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเนิบนาบ ทำให้อากิระห้ามน้ำตาไม่ให้รื้นอย่างยากลำบาก ...แรงสะอื้นของคนตัวโตกว่า เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากคนในอ้อมกอดของเขา
“นายตัวโตกว่าฉันอีกนะอากิระ อย่าร้องไห้เป็นเด็กอย่างนี้สิ” ชูจิผลักร่างหนาออกเล็กน้อย ให้เขาสามารถมองเห็นหน้าของอีกฝ่ายได้ชัดเจนขึ้น
“ก็ชูจิก่อนร้องนี่นา...ใครจะไปทนได้เล่า” อากิระว่าขณะถูกเช็ดน้ำตาให้เหมือนกับที่เขาทำให้ชูจิเมื่อครู่...
“งั้นก็ เลิกร้องได้แล้ว...แค่ห่างกันไปไม่ใช่รึไงนะ นี่ไม่ใช่การจากกันตลอดไปซักหน่อย”
“แต่ว่าฉันไม่อยากห่างจากชูจิซักนิดเลยนี่นา ชูจิไม่คิดอย่างนั้นเหรอ?” น้ำเสียงขึ้นจมูกเอ่ยถามเอาแต่ใจ
“คิดสิ...คิดไม่ต่างจากนายหรอก ไม่งั้นฉันจะมาร้องไห้แบบนี้รึไงนายนิ่”
“ชูจิรักฉันจริงๆ ด้วยสินะเนี่ยะ...แค่นี้สำหรับฉันก็ดีที่สุดของที่สุดไปแล้ว”
“เฮ้อ จะว่าไป ห่างกันบ้างก็ดีเหมือนกัน”
“อ้าววววว ทำไมอ่ะ” อากิระท้วงขึ้นแทบจะทันที
“ก็เวลาฉันอยู่กับนายแล้ว ไม่เป็นตัวของตัวเองทุกทีน่ะสิ” ชูจิว่าก่อนเดินหนี ไม่พ้นถูกอากิระไล่ตาม จนกลายเป็นวิ่งไล่กันไปโดยไม่รู้ตัว...
.......
.....
ท้องทะเลสีครามและผืนทราย... เรื่องราวแท้จริงของชูจิและอากิระเกิดขึ้นที่นี่...และความสุขอันแท้จริงของชูจิและอากิระ ก็เกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน
โชคชะตาที่พาให้ทั้งคู่ได้มาพบกัน วันเวลาที่ผันผ่านสร้างบางสิ่งบางอย่างที่ต่างฝ่ายไม่เคยรู้จักให้ได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ และถูกเชื่อมโยงเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว...
.....
.......
แม้ไม่รู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ จะเป็นไปในทิศทางใด
แต่จะต้องกังวลอะไรในเมื่อ
อากิระ มี ชูจิ
ชูจิ มี อากิระ
อากิระ กับ ชูจิ
สองหัวใจ ที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน จากนี้และตลอดไป.....
Bokura wa eien ni
itsumademo futari de hitotsu datta
ไม่ว่าเมื่อไหร่ พวกเรา จะเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างนี้ตลอดไป...
.......
.....
...End of Bokura no hadachi…
//////////////////////////////////////////////////////////////////////
(แถมท้าย)
“กลับมาแล้ว”
“ยินดีต้อนรับครับพ่อ” เสียงพี่น้องสองคนประสานขึ้นอย่างดีใจ เมื่อเห็นว่าวันนี้พ่อบ้านกลับเร็วกว่าปกติ
“ทำไมวันนี้กลับเร็วจังฮะ นี่ผมยังทำกับข้าวไม่เสร็จเลย” ชูจิชะโงกหน้าออกมาจากในครัว มือยังเป็นระวิงกับการทำมื้อเย็น เลยส่งตัวแทนเป็นโคจิให้เข้าไปบริการคุณพ่อที่โซฟา
“วันนี้งานเสร็จเร็วน่ะ แล้วก็ พ่อมีเรื่องสำคัญจะรีบมาบอกพวกเราด้วย”
“อะไรเหรอฮะ? เราต้องย้ายบ้านกันอีกแล้วเหรอ?” โคจิแกล้งว่าเล่น
“เอ๊ะ?? รู้ได้ยังไงกันล่ะเรา” คำถามของพ่อทำเอาโคจิสะดุ้ง โดยเฉพาะคนที่ทำกับข้าวอยู่ในครัว.......
จากวันที่อากิระกลับไปโตเกียว นี่ก็อาทิตย์นึงแล้ว ...เขายังไม่ได้รับการติดต่อกลับมาจากอากิระเลยว่าเป็นยังไงบ้าง...แล้วนี่เขา...ยังต้องมาย้ายบ้านไปที่อื่นอีกรอบงั้นเหรอ??
ชูจิตัดสินใจหยุดมือทำกับข้าว เดินไปที่โซฟา นั่งฝั่งตรงข้ามกับพ่อและน้องชาย
“พ่อพูดจริงรึเปล่าครับ?”
“อือ พวกเราต้องย้ายกันอีกแล้วล่ะ”
“ง่า ย้ายอีกแล้วเหรอ ผมเพิ่งจะชินกับที่นี่เองนะ งื่อ เบื่อๆๆๆ เบื่ออ่ะ” โคจิกลิ้งไปกลิ้งมาบนโซฟาอย่างเอาแต่ใจ เมื่อได้ฟังคำยืนยันจากพ่อ
ชูจิพยายามไม่แสดงออกทางสีหน้า เขาเพิ่งต้องห่างจากอากิระ...นี่ยังจะต้องมาปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอีกแล้วหรือนี่?
“แล้ว ไปไกลมั้ยครับพ่อ?”
“ไกลมากอยู่นะ คราวนี้พ่อโดนให้ย้ายขึ้นไปน่ะ”
“เมืองไหนเหรอครับ?” ฮอกไกโด ฟุริโนะ หรือ ไกลกว่านั้นกัน...
“พ่อโดนย้ายให้ขึ้นไปทำงานที่...โตเกียวน่ะ”
“อ่อ...เหหหหหหหหหห???? ว่าอะไรนะครับพ่อ?!” ทั้งชูจิและโคจิกระโจนเข้ามาใกล้พ่อบ้านคิริทานิ รอฟังอีกครั้ง...
“พ่อโดนให้ย้ายกลับไปทำที่โตเกียวล่ะคราวนี้”
“โต..โตเกียว...เย้ๆๆๆๆๆๆ พี่ชูจิ โตเกียว” โคจิวิ่งเข้าไปกระโดดกอดพี่ชายที่ดีใจไชโยโห่ร้องออกมาไม่ต่างกัน
“โตเกียว..โตเกียว ดีใจเป็นบ้าเลย!!!!”
...พ่อบ้านคิริทานินึกยิ้มในใจ ช่วงสัปดาห์นึงที่บ้านเงียบเหงา นับเป็นโชคแท้ๆ ที่ออฟฟิสให้ย้ายงานกลับขึ้นไปทำที่โตเกียวเหมือนเดิม ถึงแม้จะไม่ใช่ในตัวเมือง แต่ว่าก็ยังดีกว่าห่างไกลมากแบบนี้ ที่สำคัญ ลูกชายคนโตของเขาอาจจะกลับมามีรอยยิ้มเหมือนเดิม...
...ด้านหนึ่ง ภายในห้องบนชั้นสูงสุดของบริษัทยักใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียว...
...แกร๊ก...
เสียงวางหูโทรศัพท์ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับใบหน้าเหนื่อยหน่ายของชายวัยกลางคน แต่กลับปรากฎรอยยิ้มที่ใบหน้าของชายหนุ่ม ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเขา
“สมใจอยากแล้วนะ พ่อทำตามคำขอให้แล้ว อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้ล่ะ” ย้ำอีกฝ่ายถึงสัญญาที่เคยให้ไว้ การแลกเปลี่ยนให้ช่วยเรื่องสำคัญเรื่องสุดท้าย ก่อนที่เด็กหนุ่มจะยอมปฏิบัติตามคำขอของผู้เป็นพ่อทุกอย่าง
“แหม สัญญาก็เป็นสัญญาสิครับ เรื่องอื่นผมจัดการเองหมดแล้ว ก็เหลือแค่เรื่องนี้เท่านั้นเองแหละน่า”
“แสบสันนักนะเรา ต้องให้พ่อบากหน้า ใช้ชื่อไปคุยเรื่องย้ายงานกับทางนู้นให้ แถมยังต้องไปโกหกเค้าอีก”
“แหม นิดๆ หน่อยๆ น่ะพ่อ คุณลุงเค้าก็ผลงานดีด้วย การที่พ่อออกปากเองน่ะ ไม่ใช่เรื่องเสียหายหรอก”
“เออๆๆ เสร็จธุระก็ออกไปได้แล้ว เดี๋ยวต้องมีประชุมต่ออีก กลับบ้านไปเตรียมเรื่องเข้ามหาลัยให้เรียบร้อยล่ะ อย่าลืมว่า ไม่ใช่แค่ตัวเองคนเดียวที่ต้องจัดการนะ”
“ครับๆ รับทราบแล้วครับ ...ดีจริงเลยมีพ่ออย่างคุณพ่อเนี่ยะ ยอมให้ผมทุกอย่าง แถมยังยอมรับชูจิเป็นลูกสะใภ้อีก เจ๋งชะมัด” ว่าก่อนลุกขึ้นเตรียมตัวจะออกจากห้องผู้บริหารใหญ่...
“อยากจะรักใครชอบใครก็เรื่องของนายเถอะ แต่อย่าลืมเรื่องที่ต้องทำเพื่อพ่อกับบริษัทก็แล้วกัน โตแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ มีความรับผิดชอบด้วย อากิระ”
คนฟังไม่ตอบโต้อะไรอีก ทำเพียงยิ้มพร้อมโค้งแบบเก้าสิบองศาให้กับผู้เป็นพ่อก่อนที่จะเดินเปิดประตูออกไปจาก
ห้องทำงาน...
ชายหนุ่มนึกยิ้ม...ก็อย่างที่ว่าไว้น่ะแหละ
ชูจิ อากิระ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันเสมอ
จากนี้และตลอดไป ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!!!
....อากิระนึกถึงภาพที่เห็นตอนตื่นขึ้นมาแล้วอดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่ได้ ชูจิอยู่ในอ้อมกอดของเขา ซุกตัวเข้าหาแนบอก ที่สำคัญยังถูกมือเล็กๆ โอบเขาเอาไว้ทั้งตัวอีก...จะมีอะไรสุขไปได้มากกว่านี้อีกมั้ยน๊า อากิระ
“ไปทำอะไรดีๆ มารึไงอากิระ”
“อย่าไปบอกใครนะ...เมื่อวาน ชูจิ มานอนค้างที่บ้านน่ะ”
“เฮ้ย...แล้วเป็นไงมั่ง...อย่าบอกนะว่า....” ถามยังไม่ทันจบดี ดันถูกเพื่อนในกลุ่มที่เพิ่งมาถึงเหมือนกันเรียกขึ้นเสียก่อน
“ไปเดินเที่ยวงานกันเหอะ บ่ายแน่ะกว่างานของเราจะเริ่ม” เพื่อนที่เพิ่งกลับมาจากไปขนของออกมาจากห้องเก็บอุปกรณ์ เดิมมาพร้อมๆ กับชูจิ ที่ขอแยกตัวไปเก็บของในห้องเก็บเสื้อผ้าที่ต้องใช้ในการแสดงของวันนี้
อากิระไม่เฉลยอะไรไปมากกว่านั้น ได้แต่เดินขนาบข้างชูจิอย่างออกนอกหน้า จนเพื่อนเดากันไปต่างๆ นานา แต่คำตอบสุดท้าย ที่ทุกคนคิดตรงกันคือ
ชูจิ จะต้องเสร็จอากิระไปแล้วแน่ๆ......
........................
“อีก 30 นาที การจะถึงคิวการแสดงเราแล้วนะ”
เพื่อนคนนึงร้องขึ้นขณะกลุ่มของชูจิกับอากิระ กำลังเดินเที่ยวเรื่อยเปื่อยชมงานวัฒนธรรมของโรงเรียน ทั้งหมดจึงรีบเดินย้อนกลับเข้าไปในตึก ก่อนเดินลัดงานนิทรรศการตรงชั้นหนึ่งเพื่อเข้าหอประชุมเล็ก....
หลังเวทีวุ่นวายไม่น้อยเลย ทั้งที่ทุกอย่างถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างดี แต่สุดท้าย เมื่องานใกล้จะเริ่ม กลับชุลมุนกันจนหยิบจับอะไรแทบจะไม่ถูก ฉากที่ทำไว้ต่างคนต่างช่วยกันยกขึ้นบนเวที ส่วนเสื้อผ้าและความเรียบร้อยของนักแสดง เพื่อนที่รับผิดชอบ ก็รีบจัดตกแต่งให้มือเป็นระวิง
“อีก 15 นาที แสตนด์บาย” ผู้กำกับจำเป็นสั่งขึ้น เร่งให้ทุกคนเตียมพร้อม.....
“ตำนาน จิ้งจอก ค่งกิซึเนะ” เสียงปรบมือของผู้ชมดังขึ้นในทันที ที่พิธีกรของงาน ประกาศเริ่มการแสดงชุดพิเศษของนักเรียนปีสามห้องบี.... ทีมงานบางส่วนหลังจากที่ทำหน้าที่ของตนเสร็จแล้ว ต่างรีบวิ่งกันมาตรงส่วนของคนดู เพื่อชมผลงานของตนที่อุตส่าห์สรรค์สร้างกันมา......
“5 . 4 . 3 . 2 . 1 เริ่มได้” การแสดงเริ่มขึ้น ในทันทีที่ผู้กำกับสั่ง นักแสดงที่เป็นตัวหลัก ค่อยๆ เดินออกไปบนเวที.......
ตำนานของจิ้งจอกน้อยจอมซน เริ่มต้นขึ้นอย่างสนุกสนาน นักแสดงแต่ละคนเล่นได้สมบทบาท โดยเฉพาะนักแสดงที่เล่นบทของ ค่ง เป็นเพื่อนในกลุ่มของชูจิและอากิระเอง
...การแสดงที่ดำเนินต่อไป จนเมื่อเข้ามาถึงยังตอนท้ายเรื่อง จุดจบของจิ้งจอกที่ถูกดับชีวิตลงด้วยมือของชาวบ้าน ผู้ที่มันหวังอยากจะให้เขามีความสุข แต่อย่างน้อย ในลมหายใจเฮือกสุดท้าย ชาวบ้านผู้นั้น ก็ยังทันได้รู้ในความหวังดีของจิ้งจอกค่ง แม้จะสายเกินไปแล้วก็ตาม....
ทันทีที่การแสดงจบลง เสียงปรบมือของผู้ชมดังขึ้นอย่างล้นหลาม นักแสดงแต่ละคนมัวแต่ดีใจ จนเกือบลืมโค้งขอบคุณผู้ชม
“เฮ้ย เป็นอะไรไปน่ะ อากิระ???” เพื่อนคนหนึ่งหันมาถาม เมื่อเขาสังเกตได้ว่า อากิระทำจมูกฟุดฟิด เหมือนกับพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหล
“อะไรจะซึ้งซะขนาดน๊านนนน” พูดจบเพื่อนๆ ก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน มีแต่ชูจิเท่านั้น ที่ได้แต่แอบขำอยู่ในใจ.... ดูท่าอากิระ คงจะอินกับเรื่องของจิ้งจอกตัวนั้นมากจนเกินไปซะแล้วล่ะมั้ง ถึงได้ออกอาการเสียขนาดนี้ เรื่องราวของตำนาน ถ้าหากว่าอากิระจะเปรียบเป็นตัวเองก็คงจะไม่ผิด แต่สำหรับชูจิแล้ว เขาไม่ใช่ชาวบ้านคนนั้นที่ยิงเจ้าจิ้งจอกค่งจนตายด้วยเพราะเข้าใจผิด ในเมื่อเขารู้ดีว่า ความสุขที่ได้รับอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ได้มาจากพระเจ้าที่ไหน แต่มากจากคนใจดีที่ยืนอยู่ข้างกายเขานี่เอง......
“เตรียมเก็บฉากลงได้แล้วล่ะ...เอ๊า ไปกันซักที อากิระ” เพราะเห็นว่าคนตัวโตได้แต่ยืนทื่อ ชูจิถึงได้เผลอแตะลงที่ฝ่ามือนั้นโดยไม่ตั้งใจ เขาเพียงแค่หวังจะลากอีกฝ่ายให้ไปด้วยกัน แต่กว่าจะรู้ตัวก็ยั้งมือเอาไว้ไม่ได้แล้ว
ชูจิได้แต่เดินนำหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะหันมองคนที่เดินตามกันมา ฝ่ามือที่ประสานอย่างจงใจ เป็นตัวเร่งให้เกิดความรู้สึกบางอย่างที่บรรยายออกมาไม่ได้ ความรู้สึกที่ชูจิไม่เคยรู้จัก หัวใจที่เต้นโครมครามเมื่อสัมผัสกับมืออุ่นนั้นแน่นขึ้น...ชูจิรีบคลายมือออกเมื่อเข้ามาถึงหลังเวที ไล่ให้อากิระช่วยเพื่อนขนของ ส่วนตัวเองก็รีบเปลี่ยนมาช่วยจัดเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงกับเพื่อนคนอื่นๆ...
...นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกแบบนี้ ชูจิตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้ ใช่ว่าเขาจะไม่รู้สึกรู้สากับการถึงเนื้อถึงตัวของอากิระ แต่เพราะตลอดเวลาชูจิไม่เคยเก็บมาคิดหรือสนใจในการกระทำเหล่านั้น....แต่ระยะหลัง....เขาชักจะห้ามจิตใจได้ยากขึ้นทุกที ทั้งที่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า...ทั้งหมดที่เขารู้สึกนั้น คืออะไร..... ความรู้สึกที่เหมือนกับเมื่อคืนไม่มีผิด หัวใจที่เต้นโครมครามจนห้ามเอาไว้แทบไม่อยู่ ทั้งที่ถ้าหากจะผลักไสก็ทำได้ แต่ร่างกายกลับเลือกที่จะอยู่เฉยๆ และปล่อยให้ตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของอากิระจนถึงเช้า
ชูจิได้แต่พร่ำถามตัวเอง.....ที่เป็นอยู่ทั้งหมดนี้ คืออะไรกันแน่นะ?
...............................
งานโรงเรียนสิ้นสุดลงเกือบ 4 โมงเย็น อุปกรณ์ของปีสามห้องบี กว่าจะได้เก็บเป็นที่เป็นทางก็เมื่อซุ้มบนชั้นเรียน เก็บของตรงส่วนของระเบียงออกไปจนหมดแล้ว อุปกรณ์ประกอบฉากถึงได้ย้ายขึ้นไปยังห้องเก็บของบนดาดฟ้าของตึกเรียน....
“กลับบ้านกาน กลับบ้านกานนนนน” อากิระพูดขึ้นพลางเดินกระพือปีกลงบันได ตามชูจิลงมาด้วยกัน
“ถ้าร่วงลงไปนะ ฉันจะขำให้” ชูจิว่าขณะเดินอยู่ที่ชั้นล่างแล้ว อากิระเลยถือโอกาสกระโดดลงลงจากขั้นบันได วิ่งเข้ามากอดคนตัวเล็กเข้าเต็มรัก เลยถูกชูจิผลักออกแรงๆ
“ใจร้ายเกินไปแล้วนาาาา ชู่จิคุ๊ง” พองแก้มกลมๆ ขัดใจที่ชูจิไม่ยอมเขาง่ายๆ
“วันนี้นายยังแต๊ะอั๋งฉันไม่พออีกรึไง ในซุ้มบ้านผีสิงนั่นก็เท่าไหร่แล้ว” ...ทั้งที่ตัวโตกว่ามาก แต่อากิระกลับเอาแต่โวยวาย โผเข้ากอดชูจิ จนเขาต้องผลักออกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เส้นทางไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย แต่คิดตรงที่อากิระเอาแต่รั้งชูจิเข้าไปกอดอยู่เรื่อย เลยใช้เวลากว่าจะถึงทางออกมากกว่าคนอื่น
“ก็ฉันกล้วนี่นา....นี่ชูจิ วันนี้จะไปค้างบ้านฉันรึเปล่า?” ถามเสียงอ้อน
“พรุ่งนี้คุณลุงก็กลับแล้วไม่ใช่เหรอ? นายคงอยู่คนเดียวได้นะ”
“ว่าาาาแล้ว” อากิระบ่น พลางทำตาละห้อย จนคนที่มองอยู่เห็นแล้วอดใจอ่อนไม่ได้
“เอาเป็นว่า เดี๋ยวไปบ้านฉันก่อนแล้วกัน ถ้าพ่อกลับมาเร็วค่อยว่ากันอีกที”
อากิระเกือบจะโผเข้ากอดชูจิอีกครั้ง ดีที่เขายกมือห้ามไว้
“ถ้านายเข้ามาล่ะก็ ฉันเปลี่ยนใจแน่” อากิระชะงัก ได้แต่เดินหงอตามคนตัวเล็กไป ไม่กล้าจะทำอะไรให้เสียเรื่องอีก
................
............
แสงแดดยามเย็นฉาบทั้วทุกที่จนเป็นสีส้มจัด ลมทะเลที่ไม่แรงนักทำให้อากาศในวันนี้ดีไม่น้อยเลยทีเดียว
“จอดรถก่อนได้มั้ยชูจิ” อากิระร้องบอกขณะที่เขาเริ่มชะลอความเร็วของจักรยานลง ก่อนจอดลงสนิทที่ริมเขื่อน
“แค่อยากจะให้มาดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกันน่ะ” อากิระหันไปยิ้มให้ชูจิที่เดินตามมาทีหลัง เขามองไปยังเบื้องหน้าอีกครั้ง พระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะเลือนหายลงไปในท้องทะเล
ไม่มีคำสนทนาใดๆ...ทั้งที่อยากจะถามแต่ชูจิกลับเลือกที่จะเงียบ และเฝ้ามองพระอาทิตย์พร้อมๆกับอากิระ...แสงสีสดนั้นอ่อนแรงลง จนสามารถมองรูปทรงของดวงอาทิตย์ได้ชัดเจน....สีส้มค่อยๆ เลือนหาย เกิดขึ้นพร้อมกับด้านหนึ่งของดวงอาทิตย์ที่เริ่มจมลงไป...จากทีละนิด เป็นหนึ่งส่วน สองส่วน...หายไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็เหลือเพียงแสงเป็นรัศมีออกมาให้ได้เห็นบ้างเท่านั้น
“สวยจัง” ชูจิพูดขึ้นหลังจากที่การแสดงของธรรมชาตินั้นจบลงไปแล้ว
“สวย แต่ก็..น่าใจหายเหมือนกัน” อากิระเปรยเบาๆ เขาหันหลังให้กับท้องทะเล และเลือกที่จะเท้าแขนไว้กับสันเขื่อนแทน
“วันใหม่กำลังจะมาอีกแล้วสินะ เฮ้อ น่าเบื่อจริง” ปากอิ่มบ่นพึมพำ ก่อนถอนหายใจออกมา
“เป็นอะไรรึเปล่าอากิระ” อดถามขึ้นไม่ได้ เมื่อเห็นว่าคนข้างกายไม่ได้ร่าเริงอย่างที่ควรจะเป็น
“ก็แค่ เบื่อนิดหน่อยน่ะ รู้สึกว่าวันเวลาเร่งให้ฉันห่างจากชูจิเร็วๆ ยังไงก็ไม่รู้”
“บ้าน่า คิดไปเองแล้วล่ะนายน่ะ ....ทุกอย่างมันก็...เหมือนเดิมน่ะแหละ”
“ทุกอย่างยังเหมือนเดิมหมดเลยเหรอ?” อากิระถามขึ้น...หันมองชูจิที่ยืนหันหลังให้ทะเลเช่นเดียวกับเขา
“อืม ทุกอย่างสิ ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยน”
“แม้แต่ใจของชูจิน่ะเหรอ?” คำถามที่ถูกเอ่ยขึ้นอย่างไม่ให้ตั้งตัว ชูจิรู้สึกว่าใจของตัวเองกำลังสั่น ไม่รู้เพราะอากิระ กำลังเข้าใจความหมายของคำว่าเหมือนเดิมผิดไป หรือเพราะเขาถูกถามในเรื่องของหัวใจกันแน่...
“...เรื่องนั้น.. ไม่รู้สิ... เอ่อ เรารีบกลับกันเถอะ ถ้าพ่อกลับมาเร็ว ฉันจะได้ไปบ้านนายไง”.....เปลี่ยนเรื่องอย่างช่วยไม่ได้...ทั้งที่รู้ดีว่า อากิระต้องการอะไรจากเขา.....
....เปลี่ยนน่ะ เปลี่ยนแน่...แต่เป็นอย่างที่อากิระต้องการหรือไม่นั่น ชูจิยังตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน..........
“กลับมาแล้ว อ้าวพ่อ” ชูจิยืนนิ่งหน้าประตู เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านคิริทานิกำลังง่วงอยู่ในครัว โดยมีโคจิเป็นลูกมือ
“มาแล้วเรอะ อากิระก็มาด้วย ดีจริง วันนี้จะโชว์ฝีมือให้เต็มที่เลย”
“เข้าไปในบ้านดิ่ชูจิ ผิดหวังมากเรอะงาย ที่คุณลุงกลับมาแล้วน่ะ” อากิระแกล้งเหน็บแนมร่างเล็กที่ทำเป็นยืนนิ่ง เมื้อกี้ชูจิเฉไฉเขามาครั้งนึงแล้ว หนำซ้ำพอมาถึงบ้าน ยังมาทำตกตะลึงที่พ่อตัวเองกลับมาเร็วซะอีก อย่างนี้มันน่าจัดการให้เด็ดขาดซะจริงเชียว!!
....เนื่องจากวันนี้งานเสร็จเร็วก่อนกำหนด มื้อเย็นพ่อบ้านคิริทานิ เลยลงทุนโชว์ฝีมือเองหลังจากไม่ได้เข้าครัวมาพักนึงแล้ว
อากิระนึกกะหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ คนที่นั่งอยู่บนโซฟาข้างเขา อีโก้สูงอย่างกะอะไรดี ย่อมไม่มีทางผิดสัญญากับเขาอยู่แล้ว เพราะงั้นยังไงเสีย ชูจิก็ต้องไปนอนค้างบ้านเขาอีกคืนอยู่วันยังค่ำ
“อย่าออกนอกหน้านักอากิระ อย่าคิดว่าฉันไม่กล้าปฏิเสธนายนะ” ถูกชูจิจับทางเอาได้ คนแอบยิ้มเลยต้องมานั่งหน้าเจื่อนแทน
มื้ออาหารเริ่มขึ้น หลังจากพ่อบ้านคิริทานิมานั่งประจำตำแหน่งที่โต๊ะอาหารแล้ว มื้อนี้ยังคงสนุกสนานเหมือนเดิม พ่อบ้านอารมณ์ขันเล่าเรื่องงาน สลับกับการเผาลูกชายของตัวเองอย่างไม่รู้หน่าย เช่นเดียวกับอากิระ ที่ตั้งใจฟังราวกับจะเก็บข้อมูลเอาไปทำรายงานยังไงยังงั้น
“ผมเพิ่งจะรู้นะครับว่า คุณลุงเรียกคุณป้าว่า โนะบุตะ เหมือนกัน” อากิระถามหลังจากได้ฟังเรื่องสมัยยังหนุ่มขอคุณลุงคิริทานิ
“มันเป็นเรื่องสมัยยังวัยรุ่นอยู่น่ะแหละ ตอนนั้นเขาก็โก๊ะใช่หยอก ไม่นึกเลยว่า พอแต่งงานกันแล้ว จะกลายเป็นคนละคนไปเลย กลายเป็นพวกชอบความท้าทายถึงไหนถึงกัน แถมยังข่มลุงซะอย่างกะอะไรดี”
“เหมือนที่พี่ชูจิ ข่มพี่อากิระ ใช่มั้ยฮะ” โคจิเสริม เล่นเอาพี่ชายโวยวายซะยกใหญ่
“บ้า มาเกี่ยวอะไรกับฉันเล่า”
“แล้วมันจริงมั้ยล่ะ พี่อากิระว่าไง?” ย้อนถามอีกคนที่นั่งตรงข้ามกัน อากิระถือโอกาสตีหน้าเศร้าแถมพยักเพยิดลงอีกสองสามครั้งแทนคำตอบ
“งี้ล่ะ เชื้อไม่ทิ้งแถว”
“อ้าวพ่อครับ” ชูจิได้แต่บ่นอุบ เข้าข้างอากิระกันหมดทุกคนเลย ใครเป็นลูกบ้านนี้กันแน่นะเนี่ยะ?
....หลังจากทานกันเสร็จแล้ว อากิระเสนอตัวที่จะเก็บโต๊ะเหมือนเดิม เช่นเดียวกับที่ชูจิทำหน้าที่ล้างถ้วยชามทั้งหมด เวลาไม่นานงานของทั้งคู่ก็เรียบร้อย เหลือแค่รอชูจิออกไปบ้านกับอากิระเท่านั้น
“พรุ่งนี้ ผมจะกลับมาสายๆ นะครับ”
“อืม โชคดีล่ะ อากิระคุงด้วยนะ”
“ครับคุณลุง ลาละครับ บับบาย โค่จิคุ๊ง ก๊องๆ”
“ก๊องๆ”
.....แกร็ก......
ชูจิปิดประตู ก่อนเดินลงบันไดไปยังชั้นล่างโดยมีอากิระเดินตามลงมาอยู่ด้านหลัง...
..บรรยากาศรอบข้างมืดสนิทลงแล้ว มีเพียงเสียงเลื่อนของล้อรถจักรยานแทรกขึ้นในความเงียบ ชูจิออกตัวไปก่อน ตามมาด้วยอากิระ ที่เร่งความเร็วตีคู่เขามาติดๆ
เพราะความมืดโรยตัวลงโดยรอบ ต่างฝ่ายต้องมีสมาธิตลอดทางทำให้ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆ เรื่อยมาจนแม้จะเข้ามาถึงในบ้านของคุณลุงแล้วก็ตาม....
ชูจิทิ้งตัวลงตรงที่ประจำข้างโต๊ะกลางตัวเดิม ฟุบหน้าลงที่โต๊ะอย่างเหนื่อยๆ โดยไม่ทันสังเกตว่ามีคนมานั่งอยู่ใกล้ตัวเองมากขนาดไหน
“...ชูจิ..”
“หืม? เฮ้ย!” ตกใจที่หันไปเจอใบหน้าใสนั้นใกล้...ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่รินรดกัน....
“เอ่อ...มีอะไรเหรอ อากิระ???” ถามขึ้นเสียงสั่น บรรยากาศในตอนนี้ ดูไม่น่าปลอดภัยสำหรับชูจิเอาเสียเลย
“นายไม่อยากมานอนค้างบ้านฉันเหรอ?” อากิระขยับตัวห่างออกลงไปนั่งในท่าเดิม ...ชูจิหายใจหายคอคล่องขึ้น.....เมื่อกี้เอาจริงหรือคิดจะแกล้งกันแน่นะ?
“เปล่านิ่ นายคิดมากไปรึเปล่า ฉันก็ปกติดี” ยกเว้นเมื่อกี้นี้เท่านั้นเอง
“ก็เห็นนายเอาแต่เงียบตลอดทาง ไม่คุยกันเลยนี่นา ฉันก็คิดว่านาย อาจจะไม่อยากมานอนค้างบ้านฉัน” พูดพลางยู่หน้า งอนชูจิไม่น้อยเหมือนกัน วันนี้น่ะ ขัดใจหลายเรื่องเหลือเกิน
“มันก็ไม่เลวร้ายนักหรอก ถ้าฉันไม่ต้องลากใครเข้าห้องนอน ตัวก็เล็กซะที่ไหนล่ะนั่นน่ะ”
“ช่าย ดีจะตาย มีคนนอนกอดทั้งคืนเนี่ยะ”
“นายหมายความว่าไง อากิระ เฮ้ย ปล่อยฉันนะ!!!” โวยวายที่โดนรั้งเข้าไปกอด ชูจิถูกจับให้นั่งซ้อนอยู่บนตักของอากิระ นึกอยากจะดิ้นรน แต่พอเห็นสายตาที่เปลี่ยนไปของคนที่เขานั่งซ้อนอยู่ ร่างกายกลับชาเอาเสียดื้อๆ
อากิระ..เป็นแบบนั้น อีกแล้ว...
อากิระ ที่ดูจริงจัง จนไม่กล้าสรรหาคำมาต่อว่าให้ตัวเองหลุดพ้นจากอ้อมกอดนี้.......
“ขอโทษนะชูจิ ที่ทำให้ลำบาก แต่ว่ารู้มั้ยว่าฉันดีใจมากแค่ไหน ที่ตื่นขึ้นมาแล้ว เจอชูจิอยู่ข้างฉันแบบนั้นน่ะ” อากิระกดปลายคางลงบนไหล่บาง พูดชิดติดแก้มนุ่ม จนคนฟังต้องเป็นฝ่ายก้มหน้าหนีเสียเอง
แขนแข็งแรงกอดร่างเล็กแน่น แขนที่โอบไขว้กันยึดเอวบางรั้งให้ลำตัวแนบชิดจนไม่มีช่องว่าง ไม่มีใครพูดอะไรอีก....เงียบมาก จนชูจิได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองก้องอยู่ในหัวจนปวดไปหมด....
“ชูจิ” เรียกคนในอ้อมกอด ให้ได้สติกลับคืนมา
“ชูจิยังไม่ได้ตอบฉันเลยนะว่า ใจของชูจิน่ะ ยังเหมือนเดิมอยู่รึเปล่า???” คำถามที่ทำให้หัวใจของชูจิเต้นแรงยิ่งขึ้นไปอีก คำถามที่ต่อให้หลีกเลี่ยงซักเท่าไหร่ สุดท้ายแล้ว เขาเองก็หนีไม่พ้น
“ไม่รู้สิ...ฉันไม่รู้จริงๆ....ว่ามันเปลี่ยนไป...แบบไหน” อึกอักที่จะพูด....จนแทบไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง
“รักฉันบ้างแล้วรึยัง??” สิ่งที่หวังให้เป็น ถูกถามขึ้นมาตรงๆ ...แล้วคนตอบล่ะ...จะตอบเช่นเดียวกันได้มั้ย?
“ไม่รู้สิ...ฉันไม่รู้ว่า..อะไรที่เรียกว่า...รัก...”
“งั้น พิสูจน์กันมั้ย?” เสียงทุ้มถามขึ้น...น้ำเสียงนั้นจริงจัง....
...ชูจิสบสายตาที่จ้องมองเขาราวกับค้นหาคำตอบ
ดวงตากลมโตสะท้อนภาพของเขาในนั้นชัดเจน.....
ชั่ววูบที่ตัดสินใจ คำตอบที่ได้โดยไม่ต้องย้ำถามตนเองซ้ำ
... ถ้าจะทำให้เขารู้ใจตัวเองได้ล่ะก็......
“อืม...เอาสิ มาพิสูจน์กัน”
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
บ่ายวันเสาร์ในช่วงปลายฤดูที่ใบไม้เปลี่ยนสี
บ่ายวันเสาร์ ที่แฝงไว้ด้วยความเงียบเหงาอยู่ลึกๆ
กริ๊ง.....
กริ๊ง.....
“สวัสดีครับ บ้านคิริทานิครับ อ๊าว โนะบุตะเองเหรอ?” น้ำเสียงแสดงความดีใจทันทีที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
“สบายดี...รึปล่าว...ชูจิ”
“ก็เรื่อยๆ แหละ แล้วโนะบุตะล่ะ?”
คำถามสารทุกข์สุขดิบมากมาย ถูกถามไถ่ออกมาจากทั้งสองฝ่าย ระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่พวกเขาขาดการติดต่อกัน ในเมื่อนักเรียนปีสามทุกคนย่อมคร่ำเคร่งกับการสอบไล่ในช่วงก่อนหน้านี้ แล้วที่สำคัญ ยิ่งคนดังอย่างโนะบุโกะ กิจกรรมย่อมเยอะมากกว่าคนอื่นไปอีกเท่าตัว.....
แต่ช่วงเวลาที่ห่างหายกันไป ไม่มีครั้งไหนที่ชูจิจะลืมโนะบุโกะ....ยกเว้นเสียก็แต่...ช่วงเวลาที่เขา คิดถึงแต่เรื่องของใครอีกคนหนึ่งเท่านั้น......
“วันนี้.... ไม่ไปไหนกับ...อากิระ เหรอ... ชูจิ?”
“อืม ไม่ล่ะ วันนี้หมอนั่นเองก็ดูจะวุ่นวายกับอะไรซักอย่างอยู่ บอกว่าไม่อยากจะออกไปไหนเลยน่ะ”
“น่า....น่าแปลก จัง”
“นั่นสินะ” ..........พึมพำขึ้นโดยไม่รู้ตัว...........
“อะ...เอ่อ...ชูจิ”
“หืม? ว่ามาสิ”
“ชู..ชูจิ...ไม่คิดจะกลับมา...โตเกียว จริงๆ เหรอ?”
....ไม่ช้าก็เร็ว ที่โนะบุโกะต้องรู้เรื่องนี้ ชูจิคาดการณ์เอาไว้แล้ว ว่าอากิระจะต้องโร่โทรไปฟ้องโนะบุโกะแน่ๆ
“ถ้าบอกว่าไม่..ก็คงโกหกไปล่ะ คิดสิโนะบุตะ คิดตลอดเวลา แต่.....”
“ฉัน...เข้าใจชูจิ นะ”
“ขอบคุณนะ โนะบุตะ”
“แต่...ว่า....” น้ำเสียงของโนบุโกะ ฟังดูสั่นน้อยๆ...
“แต่ฉัน...ก็อยากให้ชูจิ....เข้าใจ อากิระ...ด้วย” ได้ฟังอย่างนั้น ชูจิก็ถึงกับขมวดคิ้วขึ้นมาทันที
“เข้าใจ? เข้าใจอะไรอากิระเหรอ?”
“ชูจิ จำไม่ได้...แล้วเหรอ?....เรื่องพ่อของ...อากิระ....น่ะ”
“พ่อของอากิระ...อืม จำได้สิ นักธุรกิจใหญ่ ที่ดันมีลูกผิดเหล่าผิดกออย่างอากิระน่ะเหรอ?” พูดติดตลก แต่กลับนิ่งไปเมื่อรู้สึกว่า โนะบุโกะ ไม่ได้สนุกอย่างที่เขาตั้งใจ
“ทำไมเหรอ โนะบุโกะ”
“ชูจิ จำได้ใช่มั้ย ที่อากิระเคยบอกว่า....เวลาในการตามหา....ความสุขในวัยรุ่นที่แท้จริง..ของ อากิระ...จะสิ้นสุด เมื่อ...เขา...เขาเรียนจบ ม.ปลาย....น่ะ”
“อืม” ....ถึงจะตอบรับออกไป แต่ตามจริงแล้วชูจิเกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท.........
“เพราะ...อย่างนั้น....ฉันก็คิดว่า....พอหลังจบม.ปลาย...อากิระ อาจจะ....อาจจะ กลับไปเป็น คุซาโนะ.....อากิระ.....ลูกชายนักธุร...กิจ.....”
........ทั้งที่ไม่แน่ใจในสิ่งที่คิด....แต่ใจของชูจิ กลับหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก...........
“เขา...อาจจะกลับไปเป็น.... อากิระ อย่างที่เขา....ควรจะ...ต้อง...เป็น...”
“.....................”
“ชู..ชูจิ....ยังอยู่.....ใช่มั้ย?”
“อะ อืม...ก็ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนี่นะ ข้อนั้นน่ะ...ฉัน.....รู้อยู่แล้วล่ะ” อาจจะฟังดูเหมือนง่ายดาย แต่จริงแล้ว กลับต้องแค่นเสียงออกมาจนแสบคอ
“ฉัน...อยากให้ อากิระ..อยู่กับ ชูจินะ.....ไม่อยากให้ ชูจิ ..ต้องอยู่คนเดียว..อีก...”
“ฉัน...ไม่อยากเห็น ชูจิ เหงา....ชูจิ... เหงา ...... นะ...น่าสงสาร”
“บ้าน่า...โนะบุตะ คิดอะไรอย่างนั้น”.........เป็นตัวเองที่สั่นจนห้ามเอาไว้แทบไม่อยู่
“แต่ ฉัน....ฉัน ก็ไม่รู้....จะช่วย...ยังไง...เหมือนกัน” น้ำเสียงที่อู้อี้ เสียงเสียดสีโทรศัพท์ของเส้นผม...โนะบุโกะคงจะกำลังเช็ดน้ำตา....เธอกำลังร้องไห้...........
“ไม่เอาน่า โนะบุตะ ทำไมถึงคิดแทนฉันอย่างนั้นล่ะ ไม่ใช่อย่างที่คิดหรอกนะ ดีซะอีก ไม่มีอากิระอยู่ ชีวิตฉันจะได้สงบสุขเสียที”......เป็นแบบนั้น รู้สึกตามที่พูดแบบนั้นจริง...งั้นหรือ?.....
“เดี๋ยวฉันต้องวางแล้วนะโนะบุตะ....โคจิท่าจะกลับบ้านมาแล้ว”
“อืม...ไม่ต้องเป็นห่วงฉันน่า โนะบุตะ นะ...อืม บาย.....”
แกร๊ก.....
แค่เสียงวางหูโทรศัพท์....ทำไมถึงเรียกน้ำตา ให้เอ่อท้นขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้นะ?
...................................................................................................................
“อะไรน๊า!!? เมื่อวานโนะบุตะโทรมาหาเหรอ??????” อากิระตื่นเต้นจนแทบจะลุกขึ้นปีนโต๊ะเตี้ยกลางห้อง
“ไม่เห็นต้องโวยวายซะขนาดนั้นเลย” ชูจิพูดพลางหยิบลูกบาสในห้องของอากิระมาถือเล่นก่อนวางไว้บนตัก
“ก็มันตกใจนี่นา ทีฉัน เดี๋ยวนี้ไม่เห็นโนะบุตะ จะโทรหามั่งเลยยยย” พูดก่อนไถแขนทั้งสองข้างราบไปบนโต๊ะ
“หึ....ก็ไม่เห็นต้องโทรหาเลยนิ่ ยังไงๆ ก็มีคนวิ่งโร่โทรไปหาโนะบุตะอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ?”
อากิระเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะแทบจะทันที สายตาดุๆ ของชูจิ แม้ไม่ได้จ้องมองมาทางเขา แต่อากิระก็รู้สึกถึงรังสีความไม่พอใจเหล่านั้นอยู่ดี
ห้องทั้งห้องเงียบลง หลงเหลือเพียงเสียงกระดิ่งที่แขวนไว้ตรงหน้าต่าง เสียงใสๆ ดังกังวาลไปทั่วเมื่อยามลมพัดแรง จนทั้งชูจิและอากิระ ต้องเงยหน้าขึ้นมอง..............
“กระดิ่งอันนั้นน่ะ มาจากบ้านคุณลุงที่โตเกียวใช่มั้ย? อากิระ”
“อืม.. ช่ายยย แล้ว ว่าแต่ ทำไมเพิ่งจะมาถามเอาป่านนี้ล่ะ???”
“เสียงมัน ยังใสเหมือนเดิมดีนะ ไม่ต่างจากเมื่อก่อนเลย”
“อือ...แต่ว่า อยู่ที่นี่ มันก็โชคดีกว่าที่โตเกียวนิดหน่อย เพราะว่ามันได้ทำหน้าที่ ส่งเสียงตลอดทั้งปีเลยล่ะ”
ที่โตเกียว ในฤดูหนาว ถ้าหนาวจัด ก็แทบจะเปิดหน้าต่างไม่ได้ หรือตามจริงแล้ว แทบจะปิดตลอดทั้งฤดูเลย แต่ที่นี่....ยังไงก็หนาวสู้ที่โตเกียวไม่ได้ จะมีให้ระคายผิวบ้าง ก็ลมแรงๆ แบบนี้ล่ะนะ
“เย็นจัง ฉันไปปิดหน้าต่างดีกว่า” อากิระตั้งใจว่าจะลุก แต่กลับถูกชูจิขัดขึ้นเสียก่อน
“นี่ อากิระ”
“นายจะไปโตเกียวเมื่อไหร่?”
“ก็บอกแล้วไงล่า ว่าไม่ไปน่ะ ฉันบอกชูจิไปแล้วนิ่”
“น า ย จ ะ ไ ป เ มื่ อ ไ ห ร่ ?” ย้ำช้าๆ ชัดๆ ให้อากิระรู้ว่าเขากำลังไม่พอใจ.....
“............................................”
....ตั้งแต่ได้พูดกันตรงๆ เมื่อคราวก่อน...นานหลายสัปดาห์แล้ว ที่ทั้งชูจิ และอากิระ ไม่พูดถึงเรื่องที่จะไปโตเกียวกันอีก เพราะแม้ชูจิ จะพยายามให้อากิระเปลี่ยนใจไปซักแค่ไหน แต่กลับกลายเป็นว่า อากิระ ขอร้องไม่ให้ชูจิพูดถึงเรื่องนี้....แต่จนแล้วจนรอด สิ่งที่อากิระหวังจะเก็บเงียบไว้ ก็ปิดบังชูจิไม่ได้อยู่ดี.....
“ว่าไง?”
“เอ่อ...ที่จริงฉัน...ไปมาเมื่อวานนี้แล้วล่ะ..อ๊ะ แต่ว่า ฉันก็แค่ไปหาพ่อเฉยๆเท่านั้นเอง” ชูจินึกถึงเมื่อวานเย็นที่เขาโทรมาที่นี่ มิน่าเล่าคุณลุงถึงได้กระอักกระอ่วนที่จะบอกว่าอากิระไปไหน
“นายโกหกไม่เก่งเลย คุซาโนะ อากิระ” ชูจิพูดพลางหยิบลูกบาสขึ้นมาหมุนบนปลายนิ้ว
“อะไรก๊านนน ก็ฉันไม่ได้โกหกอะไรชูจิเลยน๊าาา”
“พ่อนาย จะให้นายกลับไปเมื่อไหร่?” ลูกบาสที่หมุนด้วยความเร็ว ถูกเลี้ยงเอาไว้ด้วยปลายนิ้วชี้.....
“ไม่มีเมื่อไหร่ อะไรทั้งนั้นแหละน่า” บอกปัด สะบัดมือปฏิเสธเป็นพันลวัน
“อากิระ ฉันถามว่า นายจะต้องกลับไปเมื่อไหร่?”
“.....................................................” อากิระได้แต่ก้มหน้า ไม่ตอบอะไรใดๆ ทั้งสิ้น
“อากิระ....ฉันขอร้อง อย่าทำเหมือนฉันเป็นคนโง่นัก” ชูจิจ้องเชิงบังคับอากิระ หวังจะคาดคั้นเอาความจริงออกมาทั้งหมด
“อืม....ก็...”
“......หลังสอบ.....” ตอบออกไปแต่กลับไม่กล้าสบตาคนฟัง
“.....หลังสอบไล่คราวนี้ แต่..โธ่เอ๊ย~ ไม่เป็นไรหรอกยังไง ฉันก็จะอยู่ที่นี่ อย่ากังวลไปเลยนะ ชู๊จิคุง”
ตุ๊บๆๆ....
ลูกบาสสีเข้ม หล่นจากปลายนิ้วเรียวลงสู่พื้น...กลิ้งไปเรื่อยๆ จนเกือบชนชั้นหนังสือ...อากิระเอื้อมคว้าสุดตัว แต่ปลายนิ้วดันกระแทกถูกลูกบาสซะแทน ถึงกับต้องสะบัดมือไล่ความเจ็บยกใหญ่
“เจ็บชะมัด...นี่ชูจิ เรามาว่าเรื่องงานวัฒนธรรมอาทิตย์หน้านี้กันดีกว่า ที่นายมาก็เพราะเรื่องนี้ ไม่ใช่เรอะงาย?”
“เอ๊ะ หรือว่าไม่เจอกันวันนึง เลยคิดถึงงงงงฉัน??? แหมมม...ชูจิคุง น่ารักจริงๆ เลย” อากิระคลานเข้าไปใกล้ๆ หวังหาโอกาสซบไหล่บาง แต่ชูจิกลับลุกพรวดพราดจนอากิระแทบหน้าคว่ำ
“เห๊อะ สำคัญตัวผิดไปแล้วนะนาย...งั้นก็ มาเริ่มคุยกันเลยดีกว่า” อากิระทำแก้มป่องอย่างขัดใจ เมื่อเห็นชูจิย้ายไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง ก่อนจะทำตัวจริงจังขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าชูจิชักจะอารมณ์เสียในความอ้อยอิ่งของเขา
“ฉันว่า งานของปี 3 ห้องเรา ขายของก็ดีนะชูจิ หรือจะจัดการแสดงดีล่ะ แต่เอ๊ะ? ไม่ได้สิ มันไปซ้ำกับชมรมการแสดง หรือว่า จะมีให้ร้องเพลงคาราโอเกะดี อ๋าๆๆๆ บ้านผีสิงแบบที่เคยทำก็ดีนะ......................................”
ชูจิได้แต่ปล่อยให้อากิระพูดน้ำไหลไฟดับต่อไป...บทจะจริงจังขึ้นมาล่ะก็ ใครก็เข้าไปขัดไม่ได้เลยเชียว.......
...แต่ถึงอย่างนั้น ต่อให้ทุกอย่างดูจะราบเรียบซักแค่ไหน แต่ในใจ ก็ไม่ได้นิ่งสนิทเหมือนทะเลในฤดูใบไม้ร่วงใช่มั้ย?
...
...
...
...
...
“เดี๋ยวฉันไปส่งนะชูจิ” อากิระขันอาสาทันที ที่ชูจิพูดขึ้นว่าเขาอยากจะกลับบ้าน
“เย็นมากแล้วน่า ที่สำคัญ นายเองก็ต้องอยู่เฝ้าบ้านให้คุณลุงนะอากิระ”
“แต่ฉันไม่อยากให้ชูจิกลับคนเดียวนิ่นา แล้วก็ ที่สำคัญน๊า ฉันก็อยากอยู่กับชูจินานๆ ด้วย”
“นายนี่บ๊องใหญ่แล้ว อยู่บ้านเถอะ ว่าแต่ คุณลุงจะกลับจากฮาโกเน่วันไหนนะ?”
“เห็นเมื่อเช้าบอกว่า ซักประมาณอาทิตย์หน้ามั้ง ไปตั้ง 5 วันแน่ะ” พูดพลางทำหน้าอ้อนชูจิไปพลาง ก่อนที่จะพึมพำต่อว่าคุณลุง ที่เมื่อเช้าอยู่ดีๆ ก็หิ้วกระเป๋าหนีไปเที่ยว ไม่บอกไม่กล่าวล่วงหน้ากันซักคำ
“อืม งั้นไว้ว่างๆ ฉันจะมานอนค้างเป็นเพื่อนละกันนะ”
“ห๊า จริงเหรอ? โว๊ว ยะฮู๊~” กระโดดเล่นเต้นซะยกใหญ่...เพราะว่าตัวเองก็แอบคาดหวังไว้ แต่อากิระไม่คิดว่า ชูจิจะพูดตามอย่างที่เขาหวังไว้จริงๆ
“เกินเหตุไปแล้วอากิระ งั้น ฉันไปล่ะ เจอกันพรุ่งนี้”
“บับบ๊ายยยยยย ชู่จิ ก๊องๆ”
....อากิระยืนรอจนรถจักรยานของชูจิห่างออกไปไกล ถึงได้ปล่อยลมหายใจออกมาแรงๆ......
ทั้งที่ล่วงเลยเข้าสู่เวลาค่ำแล้ว แต่แสงแดดกลับยังมีให้เห็น ฤดูกาลที่พระอาทิตย์ทำหน้าที่ยาวนานกว่าปกติ อากิระเพิ่งจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีก็ตอนนี้เอง....เพราะอย่างน้อย ยิ่งเวลาเดินช้าลงได้มากเท่าไหร่ ช่วงเวลาที่เขาจะแก้ไขทุกอย่าง เพื่อคนๆ นึง ก็คงมีมากตามไปด้วย.....อากิระซุกมือลงในกระเป๋ากางเกงขาสั้นตัวเก่ง หลบหนีความหนาวเย็น แต่ทั้งที่อุณภูมิต่ำลงเรื่อยๆ อากิระกลับเลือกที่จะรอพระอาทิตย์หายลับไปในเส้นขอบฟ้า.....
“จะทำยังไงต่อไปดีน๊า?”
“คุณพระอาทิตย์ครับ ผมควรจะทำยังไงดี?”
“เฮ้อ...ตอบไม่ได้ล่ะซี๊ เพราะขนาดคุณเอง ก็ยังมีข้อจำกัดเหมือนกันใช่มั้ยล่า.......”
เพราะว่า....ถึงแม้จะยื้อเวลาออกไปได้มากซักแค่ไหน.............
พระอาทิตย์ก็ยังต้องหายไปจากท้องฟ้า และวันใหม่ก็จะเขยิบใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อยู่ดี........
กริ๊งๆ.....
กริ๊งๆ.....
“อ๊ะ โทรศัพท์ เดี๋ยวคร๊าบบ รอผมก่อนน๊าคร๊าบบบ”
อากิระรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน ชนนู่นชนนี่ตามรายทางเสียนิดหน่อย กว่าจะไปถึงโทรศัพท์ เสียงเรียกก็ดังอยู่หลายครั้งจนหวั่นว่าจะรับสายไม่ทัน...
....ใครโทรมานะ? หรือว่าชูจิจะเปลี่ยนใจโทรมาบอกว่าจะมาค้างด้วยตั้งแต่วันนี้???....อากิระนึกลุ้น แต่ถ้าเป็นคุณลุงล่ะก็ จะบ่นให้หูชาเลย คอยดูสิ......
“สวัสดีครับ ร้านเต้าหู้ครั๊บ”........................
“ครับ”
“เอ่อ ครับ...สวัสดีครับพ่อ”
...................................................................................................................
เย็นวันพฤหัสก่อนวันงานวัฒนธรรม.....
ถึงจะเลยเวลาเลิกเรียนไปมากแล้ว แต่นักเรียนจำนวนไม่น้อยเลย ที่ยังอยู่จัดตกแต่งสถานที่สำหรับงานวันพรุ่งนี้
เช่นเดียวกับทั้งชูจิ อากิระ และเพื่อนๆ ถึงแม้ว่าปีสามแล้วจะไม่ต้องทำอะไรมากมาย แต่เพราะว่าทุกคนอยากมีส่วนร่วมกับงานครั้งนี้เป็นปีสุดท้าย ในห้องถึงได้ลงมติกันว่า ปีสามห้องบี จะจัดการแสดงขึ้น โดยที่หน้าที่ของชูจิ คงไม่พ้นเรื่องเสื้อผ้า ส่วนเรื่องการแสดงนั้นเขาปฏิเสธไปตั้งแต่แรกแล้ว เช่นเดียวกับอากิระ ที่ขอเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำอุปกรณ์ประกอบฉากน่าจะดีกว่า
เสื้อผ้านักแสดงทั้งหมด ถูกเช็คความเรียบร้อย ชูจิต้องเอามาแก้ไขขนาดบ้าง เนื่องจากบางส่วนยังดูไม่พอดีกับคนสวม จนถูกชมจากเพื่อนที่ทำงานร่วมกันว่า ชูจิดูจะเย็บเสื้อผ้าเก่งกว่าเพื่อนผู้หญิงเสียอีก แต่คำชมนั้นสำหรับเจ้าตัว คงไม่น่าชื่นชมซักเท่าไหร่นัก...ทางอากิระเอง อุปกรณ์ประกอบฉากทั้งหมดก็ใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่เพียงลองเอาขึ้นไปวางบนเวทีที่หอประชุมเล็กในตึกเรียน กับตรวจดูความเรียบร้อยอีกนิดหน่อยเท่านั้น......
“เสร็จแล้ว เย้ ยั๊ตต๊า~” กลุ่มของอากิระร้องเฮขึ้นทันที เมื่อเพื่อนผู้สวบบทผู้กำกับบอกว่า ฉากที่ทำออกมาโอเคดีแล้ว เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย อากิระกับเพื่อนๆ เลยช่วยกันขนย้ายอุปกรณ์ลงจากเวทีไปเก็บไว้ด้านหลัง เพราะว่ายังมีการแสดงอื่นรอใช้สถานที่เหมือนกัน
กว่างานทั้งหมดจะเสร็จก็เกือบค่ำ แต่ละคนรีบกลับบ้านของตัวเอง เพื่อเตรียมตัวต่อไปสำหรับวันพรุ่งนี้ ทั้งอากิระ และชูจิเอง ก็กลับบ้านเช่นกัน แต่เพราะว่าเย็นมากแล้ว ชูจิถึงได้ชวนอากิระให้แวะทานข้าวเย็นด้วยกันก่อน
“ขอฝากท้องวันนึงนะครับ เอาล่ะ กินๆๆๆๆ” อากิระคว้าตะเกียบทันทีที่ชูจิเอามื้อเย็นมาวางที่โต๊ะ แย่งทานกับโคจิจนตะเกียบแทบชนกัน.....
“นี่พวกนายอย่าทำสงครามบนโต๊ะอาหารสิ เกรงใจกันหน่อย” ชูจิดุขึ้นหลังจากมานั่งที่โต๊ะแล้ว เพราะดูท่าสองคนนั้นจะยังเล่นไม่เลิก
“เอาน่า...แบบนี้ก็ครื้นเครงดีนะ พ่อเองก็ไม่ได้กินข้าวเย็นพร้อมกันแบบนี้หลายวันเหมือนกัน” ยิ่งใกล้สิ้นปี งานยิ่งมากจนพ่อบ้านคิริทานิ กลับบ้านไม่ตรงเวลาเกือบจะทั้งสัปดาห์
มื้อเย็นดำเนินไปอย่างครึกครื้น สงครามบนโต๊ะอาหารของอากิระกับโคจิเรียกเสียงหัวเราะได้มาก จนเมื่อทานกันเสร็จ อากิระขันอาสาเช็ดโต๊ะ ให้ชูจิเป็นคนล้างจาน โดยมีเจ้าตัวเล็กเป็นลูกมืออยู่ข้างๆ
“สบายดีรึเปล่าเรา พักนี้ไม่ค่อยได้มาทานข้าวกันเลยนะ” พ่อบ้านคิริทานิถามคนที่ขะมักขะเม้นกับการทำความสะอาดโต๊ะ
“ก็สบายดีครับ แต่ว่า ตอนนี้คงจะไม่ค่อยได้มาที่นี่ซักเท่าไหร่ เพราะว่าผมไม่อยากกลับเย็นมากน่ะครับ คุณลุงหนีไปเที่ยวซะแล้ว”
“ใกล้หน้าหนาวแล้วนี่นะ ถ้าไม่ไปซะตอนนี้ ก็คงไม่มีอะไรให้เที่ยวแล้วเหมือนกัน แล้วนี่เรื่องเรียนล่ะ เป็นยังไงบ้าง คิดไว้แล้วรึยังว่าจะไปต่อที่ไหน?”
คำถามของคุณพ่อ ทำเอาอากิระถึงกับชะงัก แต่ยังพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด
“ก็ คิดเอาไว้แล้วบ้างเหมือนกันน่ะครับ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ”
“อืม ดีแล้วล่ะ ส่วนชูจิ ดูท่าจะตื้อให้เรียนต่อไม่สำเร็จ รายนั้นบอกแต่ว่า ยังไม่อยากเรียนอะไรต่อ ขออยู่บ้านพักผ่อนสบายๆ ไปก่อน ก็เข้าใจล่ะว่า เค้าคงไม่สะดวกใจเท่าไหร่”
“ทำ...ทำไมเหรอครับ?” แรงที่กดลงบนผ้านั้น อ่อนลง จนเกือบจะหยุดมือไว้นิ่งสนิท
“แม่บ้านไม่อยู่ทั้งคน เหลือกันอยู่แค่นี้ ลุงเองถ้ากลับบ้านตามเวลา ก็คงไม่ลำบากอะไร แต่เพราะเวลางานไม่เอื้ออำนวย จนกลายเป็นว่า ภาระเกือบทุกอย่างในบ้าน มีชูจิจัดการอยู่คนเดียว” พ่อบ้านคิริทานิพูดพลางถอนหายใจ อากิระเองก็หยุดมือทำความสะอาดโต๊ะไปแล้วเช่นกัน....ตั้งใจฟังเรื่องของชูจิ ที่เขา...ไม่เคยรู้....
“ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ถ้าไม่มีอากิระคุงเอง ชูจิก็คงจะไม่ร่าเริงได้ขนาดนี้ เด็กนั่นชอบคิดถึงคนอื่นอยู่เสมอ ไอ้ที่ไม่ยอมเรียนต่อ ก็คงเพราะกลัวจะไม่มีใครดูแลพวกเราล่ะมั้ง”
อากิระก้มหน้าลง....เขาเข้าใจข้อนั่นดี ถึงได้...พยายามที่จะไม่ไปไหน อยากจะอยู่กับชูจิตลอดไปที่นี่ ...
“ใจจริง ลุงเองก็อยากให้ชูจิกลับไปโตเกียวนะ แต่ว่า ถ้าเราขาดเค้าไปในเวลานี้ คงจะแย่เหมือนกัน อยากให้แม่เค้ากลับมาซะตอนนี้จัง.....เฮ้อ บ่นอะไรออกไปนะ เอาเถอะ อย่าสนใจคนแก่เลย” พ่อบ้านคิริทานิยิ้มให้เพื่อนของลูกชาย เด็กที่อยู่ตรงหน้าเขา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีอิทธิพลกับชูจิอยู่ไม่น้อยเลย....นอกจากครอบครัว คงมีแต่โนะบุโกะกับอากิระเท่านั้นล่ะมั้ง ที่ชูจิให้ความสำคัญมากเหนือคนอื่นๆ
“คุยอะไรกันอยู่เหรอครับ” ชูจิที่เดินมาพร้อมเจ้าน้องชายตัวเล็กตามมาสมทบ หลังจากล้างจานเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ก็นินทาเราอยู่น่ะแหละ แล้วนี่อากิระคุงจะนอนค้างที่นี่เลยรึเปล่า? ค่ำมากแล้วเหมือนกันนะ”
“เอ่อ ไม่เป็นไรหรอกครับ..เดี๋ยวผมจะกลับแล้ว” อากิระหยิบผ้าที่เช็ดโต๊ะขึ้นเอาไปซักและผึ่งไว้ตรงอ่างในครัว ความรู้สึกแปลกในใจ ทำเอาแสดงบุคคลิกไม่เป็นธรรมชาติ จนชูจิสังเกตเห็นได้
“งั้นเดี๋ยววันนี้ผมไปค้างกับอากิระที่บ้านก็แล้วกันนะครับพ่อ พรุ่งนี้งานโรงเรียนแล้ว ผมจะได้คุยเรื่องงานกับหมอนี่ต่อด้วย”
“อืมเอาสิ อากิระคุงก็จะได้ไม่เหงา อยู่บ้านคนเดียวไม่ใช่รึ?”
“เอ่อ..ก็ ครับ ใช่ครับ แต่ว่า ชูจิ ไม่เห็นจะต้อง.....”
“รีบไปกันเถอะน่า นี่มันมืดมากแล้ว ฉันขี้เกียจฟังนายโวยวายกลัวอะไรไร้สาระตลอดทาง” ชูจิเดินหายเข้าไปในห้องก่อนหยิบกุญแจปลดล็อคจักรยาน กับถุงใส่ของที่ต้องเย็บเพิ่มเติมสำหรับงานพรุ่งนี้
“เดี๋ยวผมกลับมาตอนเช้านะครับพ่อ...ไปๆ อากิระ” พูดจบก็เหนี่ยวแขนอากิระให้เดินตามไปที่ประตู
“อ่ะ กลับแล้ว...นะครับคุณลุง ไปแล้วนะโคจิ ก๊องๆ” แทบไม่มีเวลาให้ทำท่าประจำ เพราะโดนชูจิลากออกไปจะพ้นห้องอยู่แล้ว
“บับบายฮับ ก๊องๆ” โคจิทำตอบ ก่อนที่จะกลับมานั่งหัวเราะท่าทางของอากิระกับพ่อบ้านคิริทานิกันสองคน
ชูจิกับอากิระ กลับมาที่บ้านของคุณลุง ใช้เวลาไปไม่ถึงสิบนาทีดี เหตุเพราะเจ้าคนตัวโตกว่า รีบปั่นจักรยานตรงกลับมาที่บ้านเต็มแรง.....
“เฮ้อ น่ากลัวเป็นบ้าเลย นี่ถ้ากลับมาคนเดียวนะ ไม่เอาหรอก”
“ตัวโตซะเปล่านะนายน่ะ” ชูจิเหน็บแนมระหว่างนั่งลงตรงโต๊ะกลางห้อง ที่ประจำของเขากับอากิระ
“เดี๋ยวชูจิดูทีวีรอไปก่อนนะ ฉันจะไปอาบน้ำ” ตั้งท่ากะจะรีบวิ่งเข้าห้องของตัวเอง แต่ถูกชูจิขัดไว้ซะก่อน
“เดี๋ยว!” มือของชูจิยึดคอเสื้อนักเรียนของอีกฝ่ายไว้มั่น อากิระได้แต่ยิ้มแห้ง ถูกนักโปรดิวซ์คนเก่งรู้ทันเอาอีกจนได้
“รู้ตัวไวดีนิ่ ถ้างั้นก็เล่ามาซะ ฉันจะได้ไม่ต้องถามมาก” ชูจิปล่อยคนตัวโตกว่าเป็นอิสระ ดวงตาเรียวจ้องมองอากิระที่ทำเป็นตัวสั่นงันงก แถมยังหลบสายตาพลางทำแก้มอูมไม่รู้ไม่ชี้ สุดท้ายก็ดื้อไม่ได้นาน เมื่อชูจิเลื่อนตัวมานั่งใกล้ๆ จ้องหน้าคาดคั้นเอาคำตอบจริงจัง
“ไอ้เราก็นึกว่า อยากมานอนเป็นเพื่อนกัน ที่แท้ก็.....” อากิระเบ้หน้าหนี บ่นมุบมิบแต่ไม่ทันได้จบดี....
“อย่าลีลาอากิระ บอกมาซะทีว่า คุยอะไรกันกับพ่อฉัน” เน้นเสียงเข้ม จนอากิระต้องยอมแพ้
“ก็ไม่มีไรมากหรอก....แค่คุยกันเรื่องเรียนต่อเท่านั้นเอง”
“แล้ว?.....” ชูจิถามย้ำ
“แล้วคุณลุงก็เลย...เล่าว่า ทำไมนายถึง...ไม่อยากไปโตเกียว”..... อากิระก้มหน้างุด พลางนึกย้อนถึงคำพูดที่ได้ฟังจากคุณอาคิริทานิ....ในตอนนั้น สิ่งที่อากิระนึกออกเพียงอย่างเดียวคือ
.....เขา คงไม่มีทางได้อยู่กับชูจิแน่ ถ้าไม่ใช่ที่นี่.....
อากิระนั่งเงียบ ปล่อยให้ทีวีที่เขาเปิดไว้ส่งเสียงแทน ไม่ต่างจากชูจิที่เปลี่ยนมานั่งขัดสมาธิข้างกัน อากิระไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่ก็ไม่ใช่คนเข้มแข็งมากเท่าไหร่นัก อาจเพราะอากิระ มีความอ่อนโยนในตัวเองมากกว่าเขา คนที่ไม่เคยเข้าใจว่า จริงแล้ว ความรัก คืออะไร.....
“นายรีบไปอาบน้ำซะ ฉันจะนั่งเย็บเจ้าผ้าพวกนี้รอไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน”
มือเล็กทาบลงบนไหล่หนา กดและคลายเบาๆก่อนตบลงสองสามครั้ง เป็นการแสดงออกว่าเขาเข้าใจความรู้สึกของอากิระ แต่...คงทำได้เพียงเท่านี้ ในเมื่อเขาไม่อาจตอบสนองอากิระและ – ใจ – ของตัวเองได้
...เพราะแม้ว่าจะเห็นคนอื่นสำคัญกว่าตัวเอง แต่ในทางกลับกันชูจิก็เป็นคนใจเด็ด เมื่อตัดสินอะไรไปแล้ว ต้องเป็นไปตามนั้น แม้แต่ตอนที่ตัดสินใจจะโปรดิวซ์โนะบุโกะ ทั้งที่หลายครั้งมีแววจะล้มไม่เป็นท่า แต่ชูจิกลับไม่ยอมแพ้ และพยายามจนถึงที่สุด
....และเพราะเหตุผลง่ายๆเพียงแค่นี้.... สำหรับอากิระแล้ว เรื่องที่จะบังคับชูจิ คงเลิกคิดไปได้เลย
...
...
...
...
...
....เวลาที่เดินไปอย่างเรื่อยเฉื่อย ชูจิเอาแต่นั่งตกแต่งผ้าในส่วนที่จะเอาไว้ใช้เพิ่มเติมในวันพรุ่งนี้ ทิ้งให้อากิระนั่งดูรายการตลกไปเรื่อยๆ จนเมื่อรายการจบลง และไม่มีอะไรให้ดูแก้เซ็งอีก สุดท้าย อากิระเลยเป็นฝ่ายชวนเข้านอนทั้งที่ยังไม่ดึกมากนัก
“ไปนอนกันดีกว่าาาาา....พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีก” อากิระลุกขึ้นบิดขี้เกียจไล่ความหนาวหลังลุกออกมาจากโคตัทสึ
“ฉันยังเย็บนี้ไม่เสร็จเลย นายเข้าไปนอนก่อนเถอะ” ชูจิตอบโดยไม่ได้เงยหน้าจากงานในมือขึ้นมอง
“งั้นเอาเข้าไปทำในห้องได้มั้ยล่าาา? ฉันไม่อยากนอนในห้องคนเดียวอ่ะ” อากิระส่งเสียงอ้อน หวังให้คนที่เอาแต่สนใจงานในมือ ละมองมาทางเขาบ้าง แต่ชูจิกลับไม่เปลี่ยนอิริยาบถไปจากเดิม ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ อากิระได้แต่ถอนหายใจ ทำไมคนๆ นี้ถึงได้ใจแข็งนักนะ และเมื่อคำขอไม่ได้รับการตอบสนอง คนที่ต้องเดินกลับมานั่งเท้าคางรอที่โต๊ะคงเป็นใครไม่ได้นอกจากอากิระตามเคย......
....เสียงนาฬิกาดังขึ้นเมื่อเข็มยาวและเข็มสั้นเดินมาบรรจบกัน..เวลาเที่ยงคืนพอดิบพอดี....
“เฮ้อ เสร็จซะทีนะ” ชูจิยกงานขึ้นกางเช็คดูความเรียบร้อย เขาเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดลงถุงก่อนหันมามองคนที่นั่งอยู่ข้างกัน
อากิระฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ ลมหายใจดังแผ่วสม่ำเสมอทำให้รู้ว่าคงหลับสนิทไปแล้ว ทั้งที่ง่วงมาก แต่อากิระก็ยังอุตส่าห์นั่งรอเป็นเพื่อนจนนั่งหลับไปทั้งอย่างนั้น ชูจินึกขำพลางถอนหายใจเบาๆในการกระทำของคนตรงหน้าก่อนขยับตัวเลื่อนเข้าไปใกล้ เพื่อปลุกอากิระให้ย้ายเข้าไปนอนในห้องนอน
“อากิระ ตื่นเข้าไปนอนในห้องเถอะ ฉันทำงานเสร็จแล้ว” มือเล็กที่แตะลงเบาตรงไหล่ ไม่ได้ทำให้คนที่หลับอยู่รู้สึกตัวขึ้นมาเลย
“อากิระ” เขย่าตัวให้แรงขึ้น แต่ดูเหมือนจะช่วยได้ไม่เท่าไหร่นัก
“นี่ตื่นเร็วเข้า ไม่งั้นฉันจะปล่อยให้นายนอนอยู่ตรงนี้น่ะ อยากจะเป็นหวัดก็ตามใจ” ชูจิกำลังจะลุกเพื่อเดินหนีเข้าไปนอนในห้องของอากิระ จนเดินไปถึงประตูก็แล้ว เจ้าตัวกลับยังหลับไม่ได้สติอยู่เหมือนเดิม สุดท้ายชูจิก็ทำอย่างที่พูดไว้ไม่ได้ ตัดสินใจลากอากิระให้เข้าไปในห้องนอนด้วยกันอย่างทุลักทุเล
ฟูกที่มีอยู่เพียงผืนเดียว กับผ้าห่มที่มีจำนวนเท่ากัน ทำให้ชูจิไม่มีทางเลือก แม้จะช่างใจอยู่นานว่า เขาควรจะหาเพิ่มเอาเองหรือไม่ แต่เพราะไม่ใช่บ้านของตัวเอง ชูจิเลยจำเป็นต้องลงนอนอยู่ในฟูกเดียวกับคนขี้เซาอย่างอากิระ
เพราะความเหนื่อยอ่อนที่ทำงานมาทั้งวัน ทำให้แทบจะหลับในทันทีเมื่อหัวถึงหมอน....ถ้าไม่มีอะไรมาขัดจังหวะเอาไว้เสียก่อน...
“เฮ้ย” ชูจิโวยขึ้นเบาๆ เมื่อรู้สึกถึงแขนและขาของคนข้างๆที่ขึ้นมาพาดบนตัวเขา อย่างถือวิสาสะ
“ปล่อยฉันนะ เจ้าบ้า อากิระ” ต่อว่าเสียงไม่เบานัก แต่กลายเป็นว่าเจ้าตัวกลับกอดเขาแน่นขึ้นไปอีก
“อากิระ ปล่อยนะเฟ้ย”
“รักน๊า ชูจิ จุ๊บๆ” ใบหน้าที่ยื่นเข้ามาใกล้ ทำเอาชูจิต้องหันหนีอย่างช่วยไม่ได้ ...อันตรายเกินไปแล้ว...
“รักๆๆๆๆ ร๊ากกก” เขยิบเข้ามาใกล้ๆ จนรู้สึกได้ถึงเสียงที่ริมใบหูและลมหายใจแผ่วเบานั้น
ชูจิได้แต่นอนหน้าแดงจัด อากิระกอดเขาไว้เสียแน่น ลมหายใจร้อนรินรดอยู่ใกล้ จนใบหน้าของเขาคงจะร้อนผ่าวไม่แพ้กัน แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ละเมอ แต่โดนถึงขนาดนี้ คงแปลกล่ะถ้าหากจะไม่รู้สึกอะไรเลย
ในเมื่อเอาผิดกับคนหลับไม่ได้ คนที่สติกลับมาเต็มร้อยเลยได้แต่อดทน อดทนทั้งแรงกอดของขี้เซา และอดทนต่อความรู้สึกของตัวเอง....อากิระ ขนาดหลับไปแล้ว ก็ยังร้ายกาจไม่แพ้ตอนตื่นเลยจริงๆ
ชูจิข่มตาให้หลับทั้งที่อยู่ในอ้อมกอดอุ่นๆ อากิระลมหายใจสม่ำเสมอลงแล้ว ใบหน้าที่เลื่อนมาซุกลงตรงซอกคอทำให้ชูจิอดหวั่นไหวไม่ได้ แต่เมื่อนานเข้า เมื่อความง่วงเข้ามาแทนที่ ความรู้สึกต่างๆ ถึงได้เริ่มจางลง....จนแล้วจนรอดความอ่อนล้า ก็ชนะทั้งร่างกายและจิตใจ สุดท้าย ชูจิก็ผล็อยหลับไปในที่สุด.......
------------------------------------------------------------------------------
TBC. Part 03. End of Bokura no Hadachi
.
.
.
.
.
การนึกถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง
อาจเป็นเรื่องดี ที่ได้เห็นคนอื่นมีความสุข
แล้วสำหรับตัวเองล่ะ?
มองหาสิ่งที่เรียกว่า – ความสุขแท้จริง – เจอแล้วรึยัง?
สายลมของฤดูใบไม้ร่วงที่ค่อยๆ พัดผ่านในทุกเช้าจนเย็นชื้น ฤดูร้อนจบลงแล้ว ลงเหลือไว้เพียงกลิ่นไอแดด ที่ยังโชยมาแตะจมูกอยู่บ้าง...ช่วงเวลาเทอมสุดท้ายได้เริ่มต้นขึ้น วันเวลาที่ผ่านไปรวดเร็วจนน่าใจหาย
แล้ว
ถนนสายเดิม...
จักรยานคันเดิม...
และ
หัวใจดวงเดิม....
จะเปลี่ยนแปลงไป...ตามกาลเวลากับเขาบ้างรึเปล่านะ?
..
..
..
“เอาล่ะทุกๆ คน วันนี้ครูมีเรื่องสำคัญที่จะให้พวกเธอทำนะ”
คำว่าเรื่องสำคัญ ทำให้นักเรียนที่ยังพูดคุยกันอื้ออึงเงียบเสียงลงแทบจะทันที
“นักเรียนแถวหน้า ส่งกระดาษให้กับเพื่อนคนหลังๆ ด้วย”
กระดาษขนาดเอ4 เต็มไปด้วยแบบสอบถามหลายข้อ ..ทั้งหมด ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเข้ามหาวิทยาลัย...
“อีกไม่เท่าไหร่จะต้องสอบเอ็นทรานซ์กันแล้ว ครูหวังว่าแต่ละคน คงคิดเอาไว้แล้วใช่มั้ย ว่าอยากจะไปเรียนที่ไหนกันบ้าง ช่วยกรอกข้อมูลลงในกระดาษด้วยนะ หัวหน้าห้องช่วยรวบรวมด้วย มะรืนนี้ ครูจะส่งไปที่ฝ่ายแนะแนว....หมดเรื่องแล้วล่ะ เอ๊า เริ่มเรียนวิชาต่อไปได้”
เสียงจ๊อกแจ๊กดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อทุกคนเริ่มออกความเห็นในเรื่องมหาวิทยาลัยที่ต่างคนอยากจะเลือก....
“ฉันกะว่า จะไปเรียนในตัวเมืองน่ะ มหาลัยในเมืองเรา ก็ดีออกนะ” เพื่อนคนนึงพูดขึ้น ทำให้คนอื่นๆ ในกลุ่มเสนอความคิดของตัวเองบ้าง
“ฉันกะว่า จะไปที่โตเกียวล่ะ นั่นน่ะความฝันของฉันเลย”
“ฉันก็เหมือนกัน นี่ๆ แล้วคุซาโนะล่ะ อยากเรียนต่อที่ไหน?”
“ฉันน่ะเหรอ? อืม.....” ทำท่าคิดจนคิ้วเรียวขมวดไม่เป็นรูป
“ที่ไหนก็ได้ ที่ชูจิไปน่ะแหละ”
คำตอบของอากิระ ทำเอาเพื่อนๆ อดส่งเสียงแซวกันไม่ได้ พักนี้อากิระดูจะแสดงออกชัดเจนซะเหลือเกิ๊น
“เป็นคำตอบที่น่าประทับใจจริงๆ งั้น ชูจิล่ะ ตัดสินใจแล้วล่ะสิว่า จะไปต่อที่ไหน”
“...................................”
ความเงียบแทนคำตอบ ทำเอาทุกคนประหลาดใจ ชูจิมองสายตาเพื่อนๆ ที่จ้องเขา ราวกับจะเค้นเอาคำตอบเสียให้ได้ สุดท้ายสิ่งที่ได้ยิน กลับทำให้ทุกคนอึ้งกว่าเมื่อครู่ ที่ชูจิเอาแต่เงียบเสียอีก
“ฉัน...ยังไม่รู้...”
“อ้าวววว” ทุกคนมองชูจิ อย่างไม่เชื่อ โดยเฉพาะ อากิระ
“บางทีฉัน อาจจะยังไม่เรียนต่อก็ได้ คือ ฉันตั้งใจจะไปเรียนที่โตเกียวน่ะ แต่ว่ายังมีเรื่องต้องรับผิดชอบอยู่นิดหน่อย ... ถ้าเกิดว่า ไม่สะดวกนัก ฉันก็ยังไม่อยากไป” ชูจิตอบพร้อมยิ้มเจื่อน แม้จะตีสีหน้าราวกับไม่เดือดร้อนกับเรื่องนี้ซักเท่าไหร่นัก แต่เพราะสายตาคู่หนึ่ง ทำให้ชูจิตัดสินใจตัดบท และทำเป็นตั้งใจเรียนทันทีที่คุณครูเข้าสอน.....
ทำหน้าแบบนั้น จ้องกันซะขนาดนั้น ทำไมจะไม่รู้
อากิระ กำลังงอนเขาอยู่แน่ๆ.........
.......สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดเข้ามาเป็นระยะๆ จนกระดาษใบเล็กปลิวตกลงไปบนพื้นห้องเรียน........
ชูจิคิดจะก้มลงเก็บ แต่ติดที่เขาไม่สามารถเอื้อมคว้าได้....กระดาษใบนั้น ปลิวออกไปอีกไม่ไกล แต่อยู่ตรงใต้โตะของอากิระ.....คนที่จ้องหน้าเขา นานนับชั่วโมงมาแล้ว...
สุดท้ายก็ต้องปล่อยไป ชูจิกลับมานั่งในท่าเดิม ปล่อยกระดาษทิ้งไว้อย่างนั้น เขาไม่กล้าแม้แต่จะหันไปสบตากับอากิระ นี่แค่อยู่เฉยๆ ยังรู้สึกถึงพลังความโกรธได้มากถึงขนาดนี้เลย..........
แน่ละ ถ้าถูกผิดสัญญา แล้วยิ่งถูกกลับคำภายในข้ามคืน
เป็นใครก็คงจะโกรธอยู่แล้ว
แม้แต่คนใจดีอย่างอากิระก็เถอะ
...แปะ...
ชูจิมองกระดาษที่พับมาเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ...กระดาษของเขาเอง
มือเรียวค่อยๆ คลี่กระดาษออกจนเป็นแผ่นกว้าง ข้อความที่เขียนด้วยปากกาสีน้ำเงิน ลายมือหวัดๆ ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นของใคร
‘...พูดจริงเหรอชูจิ?...’
‘...เมื่อวานไม่ใช่แบบนี้นี่นา...’
‘...ไหนว่าเราจะกลับโตเกียวด้วยกันไง...’
‘...ชูจิ....ใจร้ายที่สุด..........T-T...’
คำสุดท้าย เขียนด้วยอักษรตัวโต รับรู้ถึงความรู้สึกของคนเขียนได้เป็นอย่างดี.....
ชูจิเพียงเขียนตอบลงไปไม่กี่คำ พร้อมกับส่งคืนให้คนที่นั่งหน้าบูดด้วยวิธีเดียวกัน ก่อนกลับมาตั้งใจเรียนเหมือนเดิม
‘...มันจำเป็น...’
สำหรับอากิระ นี่ช่างเป็นคำตอบที่ไม่น่าพิศมัยเอาซะเลย.........
..
..
..
อากาศในวันนี้ต่างจากเมื่อวันก่อน ไม่มีอีกแล้วไอร้อนๆ ในยามเย็น ไม่มีอีกแล้วกลิ่นน้ำทะเลอุ่นที่เคยพัดโชยมา
แต่ถึงอะไรๆ จะเปลี่ยนไป ทะเล ก็ยังคงเป็นทะเลใช่มั้ย?
ชูจิกับอากิระ ยังคงกลับบ้านด้วยกันเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ต่างไปในวันนี้ อาจจะเป็นเสียงพูดคุย ที่มีให้ได้ยินน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ชูจิ ไม่ใช่คนช่างพูด และอากิระที่ดูไม่ร่าเริง ทำให้บรรยากาศทุกอย่างเปลี่ยนไป ซึ่งสาเหตุทั้งหมด แน่นอนว่า ทั้งคู่รู้อยู่แก่ใจดี....
“กลับบ้านดีๆ ล่ะ อากิระ” ประโยคแรก ที่ชูจิตัดสินใจพูดออกไปหลังจากเงียบกันมาตลอดทาง ก่อนเขาจะจอดจักรยานตรงหน้ารั้วใหญ่ หันมองอากิระที่ ก๊องๆ มาให้อย่างเนือยๆ นิ้วชี้กับนิ้วก้อยดูไม่มีแรงจะยก ราวกับจิ้งจอกหูตกยังไงอย่างงั้น
“บ๊าย บาย” คำพูดที่หลุดมาจากปากของอากิระเพียงคำเดียวเช่นกัน ก่อนที่จะปั่นจักรยานจากไป......
ชูจิลอบถอนหายใจหนักๆ ใช่ว่าเขาอยากให้ทุกอย่างเป็นอย่างนี้ แต่เพราะความจำเป็น ถึงได้ทำให้เขาทำอะไรตามความต้องการของตัวเองไม่ได้ คิดว่าชอบนักหรือ ที่เห็นอากิระเป็นแบบนั้น เขาไม่ใช่คนโง่เกินกว่าที่จะไม่เข้าใจความรู้สึกของอากิระ แต่สำหรับเขา ครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้
“กลับมาแล้วครับ”
“กลับเร็วจังเลยฮะพี่ ดีเลย จะได้ทำข้าวเย็นให้ผมกินซักที วันนี้พ่อกลับบ้านช้าล่ะ”
“งั้นรอพี่แป๊บนะ ขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
ชูจิจับลงที่ศีรษะทุยๆ ของน้องชายตัวดี ... นี่ถ้าโคจิไม่มีเขาอยู่ดูแล จะเอาตัวรอดได้ยังไงกัน ชูจิยังคิดภาพไม่ออก
หลายเดือนก่อนที่ย้ายมาที่นี่ จนถึงตอนนี้ เกือบปีมาแล้ว สำหรับชูจิ เขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับบ้านใหม่ได้สบายๆ อาจเพราะเขาเคยชินกับเรื่องแบบนี้ แต่สำหรับโคจิ...น้องชายของเขายังเด็กเกินไป ที่จะต้องพบกับความเปลี่ยนแปลง ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า....
มื้อเย็นที่มีเพียงชูจิและน้องชายตัวแสบ ดำเนินไปอย่างราบเรียบ สำหรับพ่อ คงพ้นช่วงหัวค่ำไปแล้วถึงจะกลับ
“เดี๋ยวผมล้างเองนะฮะ” โคจิอาสาเก็บถ้วยข้าวทั้งหมดไปล้างเอง ท่าทางคล่องแคล่วดูเอาการอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
หลังจากชูจิเคลียร์โต๊ะจนเรียบร้อย เขาตัดสินใจกลับมานั่งที่โซฟา เอื้อมคว้ากระเป๋านักเรียนที่เขาวางไว้แต่แรกมาใกล้ตัว ก่อนหยิบกระดาษที่ได้รับมาเมื่อเช้าขึ้นอ่านอย่างละเอียด
ช่องที่ให้เติมชื่อมหาวิทยาลัยยังว่างเปล่า ชูจิถอนหายใจ กระดาษแผ่นนี้ สำหรับตอนนี้ อาจจะไม่สำคัญเท่าไหร่สำหรับเขาแล้ว ในเมื่อ เขามีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ และเลือกที่จะตัดสินใจไปตั้งแต่เมื่อคืน
.......ทั้งที่ในคืนเดียวกัน...ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น ชูจิได้สัญญากับใครอีกคนเอาไว้แล้วแท้ๆ
.
.
.
“จบฤดูหนาวนี้ ก็ไม่ได้เป็นนักเรียนกันแล้วเนอะ” อากิระพูดขึ้นฝ่าความเงียบในห้องนอนของชูจิ ในคืนที่เขามาอาศัยข้าวบ้านคิริทานิ ขอฝากท้องไว้เสียหนึ่งวัน
“แล้วนี่นาย บอกที่บ้านแล้วใช่มั้ย เรื่องไปโตเกียวน่ะ” ปากอิ่มๆรุกถาม คว้าหมอนของชูจิขึ้นมากอดแน่น เอาคางเกยไว้ ตั้งใจฟังคำตอบ
“ยังเลย แต่ก็คิดว่าจะบอกเร็วๆ นี้ล่ะ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก”
“ช้าจังเลยน๊าชูจิ ลังเลอะไรอยู่อีกรึเปล่า ฉันกังวลนะ”
“เห?? นายนี่ยังไงกัน จะมากังวลอะไรแทนฉันเล่า” พูดก่อนเปลี่ยนขึ้นไปนอนเอกขเนกบนเตียง ทิ้งให้อีกคนนั่งอยู่ที่พื้นตาตามิ
“กังวลสิ กังวลมากด้วย”
“อะไร?” ตะแคงตัวถาม มองคนที่ทำตาละห้อยอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันกังวลว่า...จะไม่ได้อยู่กับชูจิ น่ะสิ”
“ไร้สาระน่า ที่สำคัญ ทำไมฉันจะต้องอยู่กับนายด้วย เราไม่ได้ตัวติดกันซะหน่อยนะ” ล้มตัวลงนอนทันที แต่ที่จริงเพราะไม่อยากให้อีกฝ่าย เห็นใบหน้าที่เป็นสีระเรื่อขึ้นน้อยๆ
“ฉันจริงจังนะชูจิ หรือว่านายไม่คิดแบบเดียวกัน ลืมไปแล้วเหรอว่า ชูจิกับอากิระ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันน่ะ?”
คำพูดของอากิระทำให้ ใบหน้าขาวรู้สึกร้อนผ่าวมากขึ้นอีก ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ความรู้สึกต่อคำว่า เป็นหนึ่งเดียวกัน นั้นเปลี่ยนไป ชูจิไม่รู้ตัวเลยแม้แต่นิดเดียว
“บอกว่าไปก็ไปสิ เอาล่ะๆ นายกลับบ้านไปได้แล้ว เดี๋ยวคุณลุงจะเป็นห่วง”
“นี่ชูจิ”
“อะไรอีกล่ะ”
“ขอจูบได้มั้ย?” ทั้งที่ขอ แต่ไม่เคยมีเลยซักครั้ง ที่อากิระจะรอให้เจ้าตัวได้อนุญาต
ริมฝีปากที่แตะลงเบา จูบที่ไร้แรงกดสัมผัสแต่กลับไม่ผิวเผิน จูบของอากิระ ทำให้ชูจิหน้าแดงได้ทุกครั้งไป
อากิระถอนริมฝีปากออก แม้จะแค่ไม่กี่วินาที แต่สำหรับเขา แค่นี้ที่ชูจิให้ ก็เกินพอแล้ว
“นายนี่ท่าจะบ้านะ” เจ้าของใบหน้าแดงจัดลุกขึ้นมานั่ง อากิระทำแบบนี้ ช่างหน้าไม่อายเอาซะเลย
“คนบ้าจูบไม่เป็นหรอก นี่ชูจิ ขออีกได้ป่าว นะๆ ชูจิ นะๆๆๆ” ยื่นหน้าเข้ามาใกล้หวังจะขโมยจูบอย่างที่ทำอยู่ประจำ
“ไอ้บ้า ไปไกลๆเลยนะ ขึ้นมาบนเตียงฉันทำไม?! ไม่เอาแล้วเฟ้ย พอแล้ว!” ดันไหล่ของคนตัวโตกว่าที่ดื้อดึงจะจูบเขาเสียให้ได้ ตัวโตกว่าแล้วมาเอาเปรียบเขาชัดๆ!
แกร๊ก!
ตุ๊บ!
“พี่ชูจิฮะ พ่อกลับมาแล้วฮะ” โคจิเปิดประตูโพล่งเข้ามา พอมองเห็นสภาพของทั้งสองคน ก็ได้แต่สงสัยอยู่ในใจ
พี่ชูจิ นอนตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียง ส่วนพี่อากิระก็ลงมานั่งชันเข่าอยู่ที่พื้น โดยมีหมอนของพี่ชายเขาปิดหน้าเอาไว้....
“พี่ฮะ พ่อมาแล้ว”
“อือ ดะ...เดี๋ยวพี่ตามออกไปนะ”
โคจิ ปิดประตูลงตามเดิม พลางแอบคิด....
.....พี่ชายเขา ทำมิดีมิร้ายอะไรพี่อากิระรึปล่าวนะ?.....
“กลับบ้านไปได้แล้ว อากิระ” ชูจิพูดก่อนเดินลงจากเตียง แต่ยังไม่วาย ถูกคว้าเอาไว้ที่ข้อมือเสียก่อน
“ชูจิ สัญญากับฉันนะ นายต้องไปโตเกียวกับฉันนะ”
“เอาแต่ใจเกินไปแล้วนะนายเนี่ยะ”
“อย่าเปลี่ยนเรื่องสิชูจิ ตอบฉันมาก่อน ว่านายจะไปกับฉัน” สายตาที่มองมาจริงจัง จนชูจิไม่ค่อยเข้าใจนักว่า อะไรที่ทำให้อากิระเป็นไปได้มากถึงขนาดนี้
แต่ทั้งที่ไม่เข้าใจ ชูจิก็ตอบตกลงออกไปตามที่คิด
“อืม ฉันจะไปกับนาย ฉันสัญญา”
............แต่แล้ว....คำสัญญา ก็ถูกทำลายลงไปในชั่วข้ามคืน.................
...................................................................................................................
“ก๊องๆ ขอโทษที่สายนะชูจิ” เสียงทักทายยามเช้าดังขึ้นทันที เมื่ออากิระมาถึง แต่เช้านี้ดูอากิระจะผิดปกติไปนิดหน่อย ตรงที่ ตากลมโตนั้น วันนี้ดูเล็กลงไปถนัด อาจเป็นเพราะเจ้าตัว เปิดเปลือกตาแทบไม่ขึ้นก็เป็นได้
“มาแล้วก็ไปกันเถอะ สายมากแล้ว” ชูจิออกแรงให้จักรยานเคลื่อนไปข้างหน้า โดยมีอากิระขนาบข้าง เช้าวันนี้ไม่มีบทสนทนา หรือวาจาชวนให้ชูจิหัวเสีย อากิระวันนี้ไม่ต่างจากเมื่อเย็นวาน สุดท้ายก็เอาแต่เงียบกันไปตลอดทางจนถึงโรงเรียน....
“สวัสดีทุกคน” ชูจิที่เดินเข้ามาในห้องก่อนอากิระ ที่ดูจะรักษาระยะห่างระหว่างกันเอาไว้
“ก๊อง” อากิระเดินเข้ามานั่งประจำที่โต๊ะเรียนทันที ไม่ได้หันไปเสวนากับใครเหมือนอย่างปกติ จนเป็นที่สังเกตเห็นของเพื่อนๆอีกตามเคย
“นี่ ชูจิ เจ้านั่นเป็นอะไรไปอีกแล้วน่ะ?”
“...ไม่รู้สิ...” บอกออกไปแบบนั้น ทั้งที่จริงๆ แล้ว เขาอาจจะเป็นคนเดียว ที่รู้คำตอบดีที่สุด.....
วันนี้ทั้งวัน อากิระไม่ตั้งใจเรียน นอกจากจะไม่สนใจกระดานแล้ว ยังเอาแต่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ตะแคงหลังโชว์ให้ชูจิเห็นแทนหน้าตาตลอดคาบเช้า จนคาบสุดท้ายก่อนพักเที่ยง ชูจิต้องออกไปช่วยยกงานตามที่คุณครูมอบหมาย เมื่อกลับมาถึงห้องเรียน หลังจากเลยเวลาพักไปแค่นิดหน่อย ชูจิกลับไม่เจอคนที่เขาอยากคุยด้วยเสียแล้ว
“อากิ...เอ่อ คุซาโนะไปไหน?”
“ไม่รู้สิ พอนายออกไปจากห้องคล้อยหลังไปได้ไม่เท่าไหร่ หมอนั่นเดินออกไปจากห้อง ปากก็บอกแค่ว่า วันนี้จะไม่กินมื้อเที่ยงด้วย ก็เท่านั้น”
“เหอะ” ชูจิสบถขึ้นเบาๆ ขณะที่มองไปยังโต๊ะเก้าอี้ที่ว่างเปล่าของเจ้าคนเอาแต่ใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่อากิระแสดงอาการงอแง ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ มักเป็นเพียงแค่การเรียกร้องความสนใจทั่วไป ซึ่งนี่ก็คงเป็นอีกครั้งเช่นเดียวกัน ที่อากิระใช้วิธีแบบนี้
“โอเค งั้นพวกนายไปกินกันก่อน เดี๋ยวฉัน จะลากคอหมอนั่นตามไปทีหลังนะ”
....ทั้งที่ไม่แน่ใจนักว่า อากิระจะอยู่ที่ไหน แต่สำหรับชูจิ ใจของเขา กลับไปรออยู่ที่นั่นแล้ว ที่ๆ ไม่ว่าจากรร.เดิม หรือที่ใหม่ ก็ยังคงเป็นที่ของโนะบุโกะ และพวกเขาทั้งสองคน.....
...ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระยะ ไม่ได้ทำให้คนตัวโตๆ ย้ายตัวเองลงจากดาดฟ้า...สายตายังคงทอดมองออกไปไกลผ่านรั้วตะข่ายไปถึงท้องฟ้า ทั้งที่ไม่รู้ว่า จริงๆ แล้ว ตัวเองกำลังค้นหาอะไรอยู่
“หนาวเป็นบ้าเลย” อากิระบ่นงุ๊งงิ๊บขึ้นในความเงียบ บนดาดฟ้าของตึกเรียนม.ปลาย มีเพียงเขายืนอยู่ อากิระไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมเขาจะต้องทรมาณตัวเองอย่างนี้ แต่กว่าจะรู้สึกตัว ขาทั้งสองข้างก็พาเขาขึ้นมาแล้ว
“โนะบุโกะ ทำอะไรอยู่นะ? ทำไมวันนี้ฉันไม่เห็นก้อนเมฆรูปรอยยิ้มของโนะบุโกะเลย” น้ำเสียงงอนๆ กล่าวก่อนที่เจ้าตัวจะทรุดลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นช้าๆ ก้มหน้าก้มตา มองพื้นแทนที่จะสนใจท้องฟ้าไร้เมฆในฤดูใบไม้ร่วงอย่างเมื่อครู่
“วันนี้ไม่มีหรอก ก้อนเมฆรูปโนะบุโกะหัวเราะน่ะ จะมีก็แต่รูปร้องไห้ ถ้านายยังไม่เลิกทำตัวแบบนี้”
เสียงที่ดังขึ้นเบื้องหลัง ไม่ได้ทำให้อากิระหันกลับไปมอง ในเมื่อเขารู้ดีอยู่แล้วว่า เจ้าของน้ำเสียงนั้นคือใคร.....
“เราสองคน ไม่ได้ขึ้นมาบนดาดฟ้าอย่างนี้นานแล้วนะ ตั้งแต่เปิดเทอมเลยก็ได้มั้ง”
“..................................”
“คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ อย่างนั้นจังนะ....คิดถึงตอนที่เรามารวมตัวกันบนดาดฟ้า เพื่อวางแผนโปรดิวซ์ โนะบุโกะ” ชูจินั่งยองๆ ลงข้างอากิระ สายตาที่ทอดมองไปบนท้องฟ้าแทนอีกคน
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากคนฟัง แต่ชูจิไม่คิดสนใจ เพราะแค่อากิระฟัง....อยู่เฉยๆ อย่างนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ ก็พอ.....
“เฮ้อ....เวลามันช่างผ่านไปรวดเร็วจังนะ อีกไม่เท่าไหร่ พวกเราก็จะจบกันแล้ว”
.........จะย้ำให้มันได้อะไรขึ้นมา? ถึงแม้ไม่ได้ตอบโต้ แต่คนทำหน้าตูมกลับแอบเถียงอยู่ในใจ...............
อากิระรู้อยู่แล้วล่ะว่า วันนั้น กำลังจะมาถึง
แต่คงจะดีกว่านี้ไม่น้อยเลย ถ้าชูจิ จะเลิกพูดเรื่องอานาคตอันใกล้นี้ซักที
อนาคตของอากิระ ที่ไม่มีชูจิ....ไม่ใช่อนาคตที่อากิระฝันหาอยากให้มาถึงหรอกนะ........
“นี่ อากิระ”
“...............”
“อากิระ”
“...............”
“อากิระ!”
“อะไรเล่..า......”
ตั้งใจจะต่อว่า ที่โดนชูจิตะโกนหรอกหู
แต่กลับพูดอะไรไม่ออกอีก เพียงเพราะ จูบเพียงจูบเดียว....
จูบแสนบางเบา เป็นเพียงแค่การแตะสัมผัสกัน แต่สำหรับอากิระ นี่คือจูบแรกที่ชูจิเป็นฝ่ายให้กับเขา
ริมฝีปากบางที่ค่อยๆ ห่างออก เวลาไม่นานที่ชูจิมอบสิ่งพิเศษให้ แต่กลับยิ่งใหญ่สำหรับใจของใครอีกคน แล้วจะแปลกอะไรเล่า หากอากิระจะลืมความเอาแต่ใจของตัวเอง แล้วเปลี่ยนมาจับจ้องยังนัยย์ตาสีเข้ม ที่สะท้อนแต่เพียงภาพของเขาเท่านั้น
“ขอโทษ”
“ขอโทษนะ อากิระ ฉัน...ขอโทษ” ใบหน้าสีระเรื่อที่ละห่างออกมา ริมฝีปากที่เอ่ยคำขอโทษที่อาจดูเหมือนไม่มีเหตุผล แต่สำหรับชูจิ นี่อาจเป็นคำที่ดีที่สุด ที่เขาจะบอกกับอากิระในเวลานี้แล้ว
“บอกได้รึปล่าวชูจิ ทำไมถึงจะไม่ไปด้วยกัน” สองมือที่แนบแก้มของชูจิไว้ มือนิ่มๆ ที่ประคองใบหน้าให้มองเห็นกันชัดๆ
“ฉัน ทิ้งบ้านไปไม่ได้ อากิระ ถ้าฉันไปคนนึงแล้ว โคจิกับพ่อจะอยู่ยังไง ฉันเข้าใจลึกซึ้งกับความเหงามามากแล้ว มากจนรู้ว่า ถ้าเกิดใครคนนึงต้องเหงา จะเจ็บปวดซักแค่ไหน ฉันไม่ต้องการให้คนที่ฉักรักทั้งสองคนเป็นแบบนั้น.....”
“แล้วฉันล่ะ ฉันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชูจิหรอกเหรอ ตอนนั้นนายถึงได้พูดออกมาง่ายๆ แล้วทิ้งให้ฉันไปโตเกียวคนเดียวน่ะ”
“....................................” กลับเป็นชูจิ ที่นิ่งเงียบแทน สายตาที่ไม่อาจประสานกับดวงตากลมโตนั้นได้ ดวงตาที่ราวกับกำลังค้นหาความอ่อนแอในตัวของเขาอย่างช่ำชอง
ไร้คำพูดใดๆ อีกแล้ว มีเพียงความเงียบงันเข้าปกคลุมทุกตารางนิ้วบนที่แห่งนี้ แม้ลมจะพัดแรง จนแว่วเสียงหวีดหวิวซักเพียงใด กลับไม่มีใครคิดสนใจในเรื่องรอบกายเหล่านั้น เมื่อต่างคนกำลังค้นหาคำตอบในใจของแต่ละคน คำตอบ ที่ตนเองคิดว่าดีที่สุด ดีพอที่จะทำเพื่อคนๆ นึงได้ และดีพอสำหรับตัวเอง..........
“นี่ ชูจิ” ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ที่อากิระย้ายตัวเองจากที่เดิม ชูจิที่นั่งยองๆอยู่ ถูกรั้งให้นั่งลงบนตักของอากิระจากทางด้านหลัง
“ฉัน ตัดสินใจแล้วนะ” ปลายคางมนที่วางเกยลงบนไหล่ อกกว้างที่แนบกับแผ่นหลังบาง แม้จะผ่านเนื้อผ้าหนา แต่กลับรับรู้ได้ถึงความอบอุ่น
“ฉันจะอยู่ที่นี่....ฉันจะไม่ไปโตเกียวแล้วล่ะ”
“ทำไมล่ะอากิระ???” ใบหน้าที่หันขวับมอง ใกล้กันเพียงปลายจมูกที่เกือบแตะลงตรงแก้มอิ่ม
“ฉัน จะไม่ไปโตเกียว”
“เพราะฉันเอง ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน”
“............ฉันอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีชูจิ..............”
คำพูดที่จบสิ้นลง พร้อมริมฝีปากของอากิระ ที่แตะลงอีกครั้งบนริมฝีปากบาง .....คำพูดที่อากิระคิดว่า นี่คือสิ่งที่เขาให้ได้กับชูจิคนที่เขารัก และสำหรับตัวเขาเอง
แต่อากิระไม่รู้เลยว่า
นั่นไม่ใช่สิ่งที่ปลดปล่อยความทุกข์ใจแท้จริงของชูจิได้
และยิ่งไปกว่านั้น นี่เองก็ไม่ใช่ทางเลือก ที่ทำให้อากิระ หลุดพ้นจากแรงบีบแน่น ตรงหัวใจของเขาเช่นเดียวกัน.....
เพราะที่จริงแล้ว ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้...........................
...................ไม่มีเลยแม้เพียงซักข้อเดียว....................
------------------------------------------------------------------------------
TBC. Part 02.
.
.
.
.
‘.......ฉันไม่เคยรักใครมาก่อน และไม่คิดจะรักใคร....และฉันเองก็คิดว่า ความรักเป็นสิ่งที่ทำให้คนเราควบคุมตัวเองไม่ได้....ฉันถึงได้หลีกเลี่ยงมัน หรือจะพูดตรงๆ ก็คือ ฉันเกลียดความรัก...ขอโทษนะ มาริโกะ..........’
นั่นคือครั้งหนึ่ง ที่ผู้ชายคนหนึ่ง ตัดสินใจทำร้ายความรู้สึกดีๆของคนที่รักเขา....แต่ที่ให้เจ็บเสียตั้งแต่ตอนนั้น ย่อมดีกว่าปล่อยให้เรื้อรังต่อไปไม่ใช่หรือ?
คำสารภาพของชูจิ ที่ทำให้มาริโกะ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักของเขาต้องร้องไห้
ถ้อยคำเหล่านั้น บ่งบอกชัดเจนว่า เขา เกลียดความรัก และนั่น คือเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ชูจิ เปิดใจรับใครไม่ได้
....แต่ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้ จริงๆ หรือ?
.....
....
....
.....
....
ฤดูร้อนที่ก้าวเข้ามาทำหน้าที่แทนหยาดฝนอย่างเต็มตัว ดวงอาทิตย์เจิดจ้าส่องแสงแผ่กระจายไปทั่ว จนพื้นทะเลสะท้อนประกายวิบวับจนแสบตา ...... แต่นั่น ไม่ใช่สิ่งที่อากิระมองอยู่หรอก...เขาไม่ได้สนใจภาพเหล่านั้นแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่เขากำลังให้ความสนใจ คือชูจิ ที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อโทรมกาย ท่ามกลางแดดร้อนนี่ต่างหาก........
“ร้อนเป็นบ้าเลย นี่ทะเลไม่ใช่หรือ แล้วทำไม ถึงได้ร้อนกว่าที่โตเกียวขนาดนี้นะ??” ชูจิบ่นขณะใช้หลังมือปาดเม็ดเหงื่อที่ผุดอยู่ทั่วหน้าผาก ปลายผมดัดอ่อนเปียกชื้นแนบลู่กับต้นคอ ทำให้เจ้าตัวรู้สึกอึดอัด นี่เป็นครั้งแรก ที่ชูจินึกอยากตัดผมสั้นให้มันรู้แล้วรู้รอดไป.....
“นี่อากิระ ฉันว่าเราสองคน เลิกล้มความตั้งใจที่จะตกปลากันเถอะ นั่งตั้งแต่เช้าจนเที่ยงเอาป่านนี้ ยังไม่มีปลามาติดเบ็ดเลยซักตัว” ปากยื่นๆ บ่นอุบ พลางลุกขึ้นบิดตัวคลายความปวดเมื่อย
“ไม่อดทนเอาซะเลยนะ ชูจิ...ใครกันน๊า ที่เมื่อก่อน พอบอกว่า จะไม่โปรดิวซ์กันแล้ว ก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ปากก็บ่นว่า อะไรกัน? นี่มีแต่ฉันเหรอ ที่บ้าไปคนเดียว ฉันอยากให้ โนะบุตะ เป็นคนดัง ฉันอยากโปรดิวซ์ โนะบุตะ” อากิระพูด พลางลุกขึ้นยืนจำลองท่าทางของคนที่พูดประโยคที่เขาว่า
“เฮ่ย ฉันยิ่งร้อนๆ อยู่นะ ยังจะมากวนกันอีก แล้วที่สำคัญ ที่นายพูดมา มันเอามาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้เลยซักนิด”
“ต่างกันตรงไหนชูจิ...ไหนลอง ว่าาาาาา มาาา ซิ๊...” ชะโงกหน้าซะใกล้ จนชูจิต้องขยับหนีอย่างตกใจ
“ก็คราวนี้ ฉันไม่ได้ขอร้องซักคำว่าอยากจะมา ถ้าไม่ใช่ไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ มาตะโกนง๊องแง๊งหน้าบ้าน โวยวายจนพ่อฉันต้องไล่ให้ฉันออกมาแบบนี้”.... ในเมื่อคนที่แหกปากเรียกชื่อเขาอยู่ ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลย จนกลับกลายเป็นว่าพ่อของชูจิซะเองที่อายแทน.....
“ตกปลาคนเดียว มันเหงาออกนี่น๊า แล้วก็ วันนี้วันหยุด ต้องหาอะไรสนุกๆ ทำไม่ใช่เหรอ?”
“เห๊อะ แบบนี้สนุกตายล่ะ” ชูจิคว้าเบ็ดที่เขาหย่อนทิ้งไว้ริมเขื่อน ขึ้นมาจัดเก็บให้เรียบร้อย ก่อนถือกล่องใส่เครื่องมือตกปลาเดินลิ่วๆ ไป
“จะไปไหนล๊า ชูจิ” เรียกไป แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ฟังเสียงเขาเลย
“ไปหาอะไรเย็นๆ น่ะสิ ร้อนจะแย่อยู่แล้ว” ตะโกนบอก ขณะขึ้นนั่งบนจักรยานเรียบร้อยแล้ว
“งั้นรอกันมั่งซี้ หึ่ย ขัดใจชะมัดเลย” อากิระพองแก้มกลมๆ อย่างไม่พอใจ....น่าเสียดายชะมัด กะว่าถ้าร้อนกว่านี้ ต้องได้เห็นช็อตดีๆ ของชูจิแน่ๆ เลย
ช็อตอะไรน่ะหรือ?....
ก็ช็อตชูจิถอดเสื้อ แล้วโดดลงน้ำแก้ร้อนยังไงเล่า....ที่อุตส่าห์พามาทะเลท่ามกลางแดดเปรี้ยง เพราะงี้แท้ๆ เลยเชียว.............
.....
....
....
.....
....
“ไม่อร่อยเหรอ อากิระ?” ชูจิถามขึ้น ขณะมองหน้าบูดๆ ของคนที่นั่งตรงกันข้ามกัน...
“ป่าว อร่อยดิ่ ของชอบอยู่แล้ว” น้ำแข็งใสถูกตักเข้าปากอิ่มอยู่เรื่อยๆ...ชูจิรู้อยู่แล้วว่าเป็นของชอบ แต่ทำไมถึงดูไม่ค่อยตั้งใจจะกินซะอย่างนั้น
“อยู่ร่มๆ ได้กินของเย็นๆ อย่างนี้ ค่อยดีขึ้นหน่อย” ไม่ไกลจากตรงที่พวกเขาตกปลากันนัก ร้านขายของๆคุณป้าใจดี ที่ปกติจะขายเฉพาะของทานเล่นทั่วไป แต่สำหรับหน้าร้อนนี้ มีเมนูพิเศษ นั่นก็คือน้ำแข็งใสสุดแสนอร่อยนั่นเอง...
“คุณป้าครับ ผมขออีกถ้วยครับ” เสียงชูจิ ทำให้ตากลมโตละสายตาจากถ้วยของตัวเองขึ้นมอง...
“ขอบคุณครับ” ริมฝีปากบางกล่าวกับคุณป้า หลังจากน้ำแข็งใสถ้วยใหม่ ถูกนำมาวางที่โต๊ะ อากิระมองตามชูจิที่ตักน้ำแข็งใสสีแดงสดเข้าปากคำแล้วคำเล่า....ริมฝีปากที่ฉ่ำน้ำหวานของชูจิ แดงจัดอย่างเชิญชวน อากิระมองไปพลางคิดไปว่า ระหว่างสีของน้ำ กับปากของชูจิ อย่างไหนที่แดงจัดกว่ากันนะ?...แล้วความหวานล่ะ อย่างไหนจะหวานกว่ากัน....นึกแล้วก็อยากชิมจริงๆ.....
“ละลายหมดแล้วอากิระ ทำไมไม่กินเล่า” ชูจิพูดขณะถือถ้วยไว้ในมือ เมื่อก้มๆ เงยๆ ตักกินแล้วไม่ทันใจ
“อ่ะ อือ...อืม.....” คนถูกเตือนพยักหน้างึกๆ ก่อนรีบเบนสายตาไปทางอื่น..........ถ้ารู้ว่ามองอยู่ตลอด คงต้องโดนบ่นอีกแน่
.....นับวัน ท่าจะแย่เสียแล้ว อากิระเอ๋ย.....
....พ่อฮะ ชีวิตวัยรุ่นอันแสนสดใสที่ผมค้นหา ท่าจะมาหยุดเอาอยู่แถวๆ คนตรงหน้านี่แน่แล้ว.........
อากิระนึก ขณะตักน้ำแข็งใส ที่ละลายกลายเป็นน้ำเย็นธรรมดาใส่ปากอย่างปลงๆ................
.......ยามเย็น จักรยานสองคันที่มุ่งหน้าไปสู่บ้านของแต่ละคน....บนถนนที่ไม่มีรถสัญจรพลุกพล่าน นอกจากเสียงลมทะเล ก็คงมีเพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่งให้ได้ยินเท่านั้นล่ะมั้ง
อากิระบังคับจักรยานให้ตามอยู่ห่างๆ....ลอบมองแผ่นหลังของชูจิอยู่ตลอด....ตั้งแต่ที่เขาเผลอจูบชูจิไปครั้งนั้น ต่างฝ่าย ต่างไม่มีใครที่คิดจะหยิบยกเรื่องในวันนั้นขึ้นมาพูดกันอีก จริงอยู่ ที่พวกเขาสองคน ยังคงทำตัวเป็นปกติ ไม่แสดงออกอะไรใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะชูจิ...ที่เหมือนกับจะลืมเรื่องราวไปหมดแล้ว....
.....แต่อย่างว่าล่ะ คนเรา เมื่อลองได้สัมผัส ก็ยากที่จะลืม จำได้ว่า เรื่องคราวนั้น อากิระหวังเพียงเพื่อจะแกล้งชูจิเล่น ทั้งตอนที่ชูจิมาที่บ้าน รวมไปถึงตอนที่เขาเผลอตัวจูบไปอย่างไม่รู้ตัว ชูจิเองก็คงคิดว่าเขาทำลงไปโดยไม่คิดอะไร และคงไม่เก็บมาใส่ใจ แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับกลายเป็นอากิระเสียเอง ที่ลืมสัมผัสบางเบานั่นไม่ลง.....
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอฮะพ่อ?” ประหลาดใจเมื่อเห็นพ่อกำลังเดินผ่านที่จอดรถหน้าแมนชั่น จังหวะเดียวกับที่ชูจิกลับมาถึงพอดี
“อืม วันนี้งานเสร็จไว แล้วเอ๊า! นี่! เห็นมั้ยว่าพ่อหิ้วอะไรมาด้วย” ...ชูแตงโมลูกโตในถุงหิ้วที่ตึงจนแทบจะขาด
“โหหห สุดยอดเลย” รีบเอาจักรยานไปจอด แล้ววิ่งไปหาพ่อ แย่งแตงโมมาอุ้มไว้เสียเอง
“เจ้านายซื้อแจกพนักงานน่ะ เดี๋ยวอากิระก็อยู่ทานแตงโมด้วยกันสิ” เจ้าบ้านคิริทานิออกปากชวนเพื่อนคนสนิทของลูกชายอย่างเป็นกันเอง
“เอ่อ...แต่ว่า...”
“มาเถอะน่า จะได้เอากลับไปฝากที่บ้านของอากิระด้วย” คนถูกชวนได้แต่พยักหน้า อย่างน้อย ได้เข้าไปนั่งเล่นในห้อง ก็ยังดี...........
อากิระออกมาจากบ้านคิริทานิเกือบค่ำ ทีแรกชูจิว่าจะปั่นจักรยานมาส่ง แต่เป็นเขาเองที่ปฏิเสธ เพราะไม่อย่างนั้น พอถึงบ้านเขา เดี๋ยวคงต้องปั่นกลับมาส่งชูจิอีกแน่ๆ ส่งไปส่งมา ไม่ได้ถึงบ้านกันซักที.......
“Konๆ กลับมาแล้วฮะ อ่ะลุงฮะ นี่แตงโม คุณอาคิริทานิฝากมาให้” อากิระบอกคุณลุงเจ้าของบ้านที่เขาย้ายมาอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน เพราะคุณลุงคนนี้ก็คือน้องของคุณลุงที่เขาเคยอยู่ด้วย เมื่อสมัยอยู่ที่โตเกียวนั่นเอง
“โอ้ น่ากินจัง ว่าแต่เราเถอะ เป็นอะไรไป หน้ามุ่ยมาเชียว” อาคิระทำปากยื่น ก่อนขยับริมฝีปากอีก 2-3 ที
“ไม่มีไรหรอกลุง แค่เซ็งๆ นิดหน่อย” นั่งท้าวคางลงที่โต๊ะเตี้ยๆ กลางห้อง
“ลุงฮะ ผมว่าผมกำลังมีความรัก” บอกขณะไถตัวลงนอนราบไปกับพื้นตาตามิ
“อ้าว ก็ดีน่ะสิ ไม่เห็นจะเป็นเรื่องน่าเซ็งตรงไหนเลยนิ่” ได้ยินอย่างนั้นเข้า คนที่อารมณ์แปรปวนเลยถึงกับฉุน
“ลุงน่ะไม่เข้าใจหรอก” ทำหน้างอก่อนหนีเข้าห้องตัวเองไปซะเฉยๆ
“ไอ้เด็กสมัยนี้นี่นา...เฮ้อ สู้สมัยเราก็ไม่ได้” คุณลุงนึกย้อนไปถึงสมัยที่ตัวเองยังหนุ่มแน่น แล้วอดครั้นเนื้อครั้นตัวไม่ได้ อยากกลับไปสมัยก่อนเสียจริง.............
...
...
...
...
...
ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน วันนี้อากาศร้อนกว่าทุกวันจนน่าหงุดหงิด ดูเอาเถอะ เวลาเย็นถึงขนาดนี้ แดดยังเปรี้ยง แถมสีแสบตายิ่งกว่าตอนเที่ยงวันเสียอีก
“มีคนมาขอฉันคบล่ะ อากิระ” ประโยคเด็ดนั่น ทำเอาคนฟังตาโต แทบจะแถจักรยานลงทะเล
“นายว่าอะไรนะ?” ถามอีกทีเพื่อความมั่นใจ ว่าตัวเองไม่ได้หูฝาด
“ฉันบอกว่า มีคนมาขอคบ”
ได้ฟังอีกที ตัวเลยชายิ่งกว่าเก่า ถ้าภาษาการ์ตูน เขาก็เรียกว่า แข็งเป็นหินไปแล้ว.......
“แล้ว....ชูจิ...ตอบไปว่า ยังไงล่ะ” กลืนน้ำลายฝืดคอ...
“ก็...ปฏิเสธไปน่ะ”
“อ้าวววววววว”......ไม่ใช่เสียดาย แต่กลับโล่งใจต่างหาก
“ฉันไม่พร้อมจะมีใครน่ะ...ที่สำคัญ อาจจะเพราะฉันรักใครไม่เป็น แล้วก็ ไม่คิดจะรักใครด้วย”........อึ้งจนออกแรงปั่นจักรยานแทบไม่ออก....แดดวันนี้ช่างร้อนนัก....แสงแรงจัด จนหน้าจะมืดเอาเสียดื้อๆ..........
“ฉันเกลียดความรัก”
.....คำดียวสั้นๆ แต่อานุภาพของมัน ร้ายแรงอย่างกับโดนค้อนปอนทุบหัวเข้าโครมเบื้อเริ่ม.......
แดดวันนี้...ท่าจะแรงจริงๆ ซะด้วยสิ...อากิระเอ๋ย ไม่ไหวแล้วล่ะ...เฮ้อ............
“เฮ้ยๆๆๆๆๆๆ อากิระ ปั่นดีๆ เฮ้ย ระวัง!”
แต่ถ้าจะช้าเกินไป อากิระแถลงข้างทางไปเรียบร้อยเสียแล้ว...............
...
...
...
“อะไรนะ? เมาแดด?” โคจิเกาหัวแกรกๆ มองพี่ชายของเขา แบกเพื่อนตัวโตกว่า เข้ามาที่วางแหมะที่โซฟา...
“อือ โคจิไปหาผ้าชุบน้ำมาหน่อยไป หมอนี่ท่าจะแย่แล้ว” สภาพของอากิระตอนนี้ ถึงจะไม่ได้บาดเจ็บอะไร แต่ตากลมๆ ที่ตอนนี้ได้แต่หรี่ปรือ บวกกับอาการคอพับคออ่อนเสียขนาดนี้ ชูจิตัดสินใจถูกแล้ว ที่พาอาคิระแวะมาที่บ้านของเขาก่อน.....
“อ่ะนี่ฮะ เอาไรอีกมั้ย?” ยื่นผ้าขนหนูผืนเล็กที่ชุบน้ำให้
“คงไม่แล้วมั้ง หมอนี่ ถ้าได้เย็นขึ้นมาซักหน่อย ก็คงจะดีขึ้น”..........ชูจิพูดพลางเช็ดหน้าเช็ดตาให้อากิระ โดยมีโคจินั่งมองตาปริบๆอยู่ที่โซฟาอีกด้าน...
“งั้นเดี๋ยวผมไปอ่านหนังสือสอบก่อนแล้วกันนะ” ใจจริง ไม่ได้ขยันอะไรขนาดนั้นหรอก แต่เขารู้สึกว่า บรรยากาศในตอนนี้ ไม่ควรจะมีเขาอยู่ร่วมด้วยยังไงก็ไม่รู้............
....โคจิไปแล้ว บ้านทั้งบ้านเลยเงียบลง หลงเหลือให้ได้ยิน เพียงเสียงกระดิ่งที่แขวนไว้ตรงหน้าต่าง กับเสียงลมหายใจของอากิระ...........
ชูจิเช็ดหน้าให้อากิระแล้ว เหลือแต่เพียงช่วงคอที่ยังไม่ได้แตะต้อง ถ้าจะเช็ดให้ล่ะก็ คงต้องมีปลดมีถอดกันมั่งล่ะ.....
แต่ก่อนอื่น เขาคงต้องไปซักผ้าผืนนี้ซะใหม่ แล้วค่อยมาจัดการกับร่างที่พิงเลื้อยกับโซฟานี่ต่อ...แต่ยังไม่ทันที่ชูจิจะลุกไปไหนเลย กลับถูกแขนแข็งแรง รวบเอวไว้ซะก่อน....
“เฮ้ย อากิระ เป็นอะไรของนายไปอีกล่ะ ปล่อยซี่ ฉันจะได้ไปซักผ้ามาใหม่”.......ชูจิออกแรงดิ้น แต่ดูคนที่มีอาการเมา(แดด)ท่าจะไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ แถมยังดันให้ล้มลงราบกับโซฟาอีกต่างหาก
“เฮ้ย เมาแดดนะ ไม่ใช่เมาเหล้า ไอ้อากิระบ้าปล่อยซี่~” อยากจะตะโกนด่าซะให้ลั่น แต่เขาหน้าบางเกินกว่า ที่จะให้โคจิเปิดประตูออกมาเจอพี่ชายกับเพื่อนในสภาพแบบนี้ ... โอย แล้วจะทำยังไงต่อไปกันดี??????
“ชู่จิ......ชูจิ คุ๊ง” ริมฝีปากอิ่มเรียกชื่อ อากิระผงกหัวขึ้นมองชูจิ .....สายตาของอากิระ เหมือนกับเมื่อตอนนั้นไม่มีผิด......
....
เขาจะต้องพลาด.......
....พลาดอีกแล้วเหรอ?........
“....ชอบชูจิ.....ฉัน...ชอบ...ชูจิ”.....พูดก่อนทำตาปรือ ยิ้มแผล่ให้ แต่ไม่ได้ทำให้ชูจิ หวาดระแวงอากิระน้อยลงเลย
“อากิระ ชอบ ชูจิ...แต่ชูจิ คงไม่ชอบอากิระหรอกเนอะ”........ฟุบหน้าลงกับอกบางของคนใต้ร่าง...แนบหน้าลงฟังเสียงหัวใจที่เต้นแรง
“ชอบโนะบุตะ โนะบุตะก็ไม่ชอบฉัน แล้วยังยกฉันให้ชูจิ....พอฉันชอบชูจิ ชูจิก็คงจะเกลียดฉัน แล้วเขาจะยกฉันให้ใครอีกน๊า”
อากิระพูดออกไปเหมือนไม่รู้ตัว ส่วนชูจิเองได้แต่มองตาปริบๆ อึ้งจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ที่ได้ยินอากิระพูดซะขนาดนั้น.....อย่างนี้เรียกว่าตัดพ้อกันไม่ใช่เหรือไง?..........
“อยากจูบจัง อยากกอดจัง” ไม่พูดเปล่า กลับเลื่อนตัวขึ้นมาเสียด้วย....ไวมากจนชูจิแทบไม่รู้สึกตัวเลยว่า ถูกจูบไปตั้งแต่เมื่อไหร่...........
ดวงตาเรียวเล็ก โตขึ้นอย่างตกใจ.....แต่ไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่เกิดขึ้น....จนไม่รู้ว่า ที่เป็นแบบนี้ เพราะอากิระ ไม่ได้กดริมฝีปากลงแรง หรือเพราะเขา ไม่ได้รังเกียจสัมผัสนั้นกันแน่.......
นานกี่เสี้ยววินาทีกันนะที่อยู่แบบนั้น....ชูจิไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ....เขาเกือบจะตอบรับมากไปกว่านี้แล้ว...หากไม่มีอะไรมาขัดจังหวะความรู้สึกเข้าเสียก่อน.........
“อื้อ!!!” ดิ้นหาทางเอาตัวรอดอย่างไม่คิดชีวิต...หนีฝ่ามือของอากิระ ที่มันเริ่มลุกลามไปใต้เสื้อนักเรียนของเขาแล้ว......
อยากจูบ ก็จะจูบ....
อยากกอด ก็จะกอด...
คนเมาน่ะซื่อสัตย์ ถึงแม้จะแค่เมาแดดก็เถอะ!!!
“อา...อากิระ!” ...............................................
“มีอะไรกันเหรอฮะ? พี่อากิระ เป็นอะไรร้ายแรงเหรอ?” โคจิวิ่งหน้าตาเหรอหราออกมาจากห้อง เห็นพี่ชายตัวเอง นั่งหน้าแดงจัด แถมหอบจนตัวโยนอยู่บนโซฟา โดยมีเพื่อนคนสนิท ลงมานอนกองกับพื้น.....
“อ้าววว ทำไมพี่เค้าลงไปอยู่อย่างนั้นเล่า พยุงเขาขึ้นมาสิฮะ” บอกไป แต่ดูท่าพี่ชายของเขา จะไม่รับรู้อะไรเลย
“เฮ้ พี่อากิระ ยังไม่ตายนะ เหย ไม่รู้สึกตัวเลยเหรอ? พี่ฮะ มาช่วยกันเซ่! อ้าววว พี่ชูจิ เป็นอะไรกันไปหมดเนี่ยะ?” โคจิโวยวายใหญ่ เมื่อเห็นว่า ไม่ใช่แต่อากิระ ที่เมาแดดฤดูร้อนของที่นี่ซะแล้ว..................
.....
.....
.....
....
“เน่....เน่...”.......น้ำเสียงขึ้นจมูก เรียกคนที่เดินออกหน้าเขาไปอย่างไม่สนใจ.........
อากิระรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเมื่อซักครึ่งชั่วโมงก่อน....และต้องตกใจ เมื่อมองเห็นว่า มีร่างของคนที่เขาแอบฝันถึงมาอิงแอบอยู่ข้างๆ บนโซฟาด้วยกัน......กว่าจะรู้เรื่องราว ก็ต้องรอโคจิมาอธิบายให้ฟังอย่างคร่าวๆ แต่อากิระยังไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกว่า กับอีแค่ชูจิ ตื่นมาเจอเขา และพบว่าตัวเองกำลังนั่งพิงไหล่ของเขานี่ จะน่าโกรธกันตรงไหน? ในเมื่อ เขาไม่ได้ทำอะไรเสียหายซักหน่อยไม่ใช่หรือ?
“ชูจิ.......รอกันหน่อยเซ่ อยากไล่ฉันกลับบ้านนักเรอะไง” มองตามคนที่มายืนรอตรงที่จอดรถจักยานล่วงหน้าแล้ว
...คนถูกถาม ไม่ตอบอะไร ได้แต่ยืนกอดอก และใช้เพียงหางตามองมาที่อากิระเท่านั้น
“โทษๆๆๆ ขอโทษที่ทำให้วุ่นวาย ฉันมันอ่อนแอเองแหละ เมาแดด ไม่รู้เรื่องเลย ขอโทษ ขอโทษ” พูดแต่คำขอโทษ โดยที่ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมจะต้องขอโทษกันถึงขนาดนั้นด้วยนะ
“ฉันไปล่ะ พรุ่งนี้ไม่อยากให้มารอใช่มะ นายไปก่อนเลยก็ได้นะ ฉันจะไม่กวน”..พูดอย่างรู้งาน ว่าควรจะต้องทำตัวยังไง...
อากิระ หันจักรยานของเขาออกไปทางรั้วใหญ่หน้าตึก...ขึ้นไปนั่งบนพนักเรียบร้อย ก่อนค่อยๆ ออกแรงให้รถเคลื่อนไปช้าๆ แต่....
“นี่ อากิระ”.........เสียงเรียกทำให้ต้องหยุดลงกระทันหัน
“ฉันเกลียดความรัก”
จะย้ำกันทำไมนะ?....อากิระยู่หน้า...ตกย้ำกันอยู่ได้ ให้ตายเถอะ
“แต่ถึงฉัน จะเกลียด แต่ฉันก็ไม่คิดจะยัดเยียดความรักที่มีคนตั้งใจมอบให้ เอาไปให้คนอื่นหรอกนะ”
เห?
“ไม่ชอบ ก็คือจะไม่แตะต้อง แต่ฉันจะไม่ทิ้งมันไว้ตามทางอย่างที่ฉันเคยทำอีกแล้ว และจะไม่ยกให้ใคร เว้นเสียแต่ว่า เจ้าของจะเบื่อทิ้งมันไว้ กับคนที่ไม่แคร์มันอย่างฉัน แล้วเอาจะมันคืนกลับไป”.....
“บอกว่า ไม่อยากได้ แต่ถ้ายังดันทุรังอยากจะให้ มันก็ช่วยไม่ได้ ก็ต้องทำใจเอาหน่อยแล้วกัน”.........บอกจนพอใจ ก่อนที่เขาจะหันหลังให้กับเพื่อนคนสนิท โดยไม่คิดที่ย้อนกลับไปมอง............
กว่าอากิระจะเข้าใจในความหมายเหล่านั้น คนพูดก็หายกลับขึ้นไปแล้ว......เฮ้อ พูดอะไรอย่างนั้นนะ ชูจิ ทั้งที่คิดว่าจะถอดใจ แต่ดันพูดมาแบบนั้น คงจะถอดใจกันง่ายๆ ไม่ได้ซะแล้ว..................
ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวอากิระคนนี้จะสอนให้เอง... บอกว่าเกลียด แต่ยังไม่เคยได้ชอบ แล้วจะมาทำรู้ดีได้ยังไงเล่า!~
ก็ดูเอาสิ....ขนาดวันนี้....ยังสอนให้รู้จักไปบ้างแล้วเลยไม่ใช่หรือ?...............
....อากิระยิ้มให้กับตัวเองอย่างเจ้าเล่ห์......
.....ก็บอกแล้วว่า คนเมาน่ะซื่อสัตย์ ใจสั่งให้ทำยังไง ก็ว่าตามนั้น เขาน่ะ ไม่เคยขัดอยู่แล้วววววว.........
.........อย่างนี้ต้องลองกันซักตั้ง.....จะเอาให้แตกหักกันไปเลย!!!........
โนะบุตะ พาวเวอร์ ชูนิววววววว !!!!!!!!!!
//////////////////////////////////////////////
(แถมจ้า.....)
“พ่อฮะ เมาแดดนี่ เหมือนเมาเหล้าป่าวฮะ?” เสียงเจื้อยแจ๊วของโคจิถาม ขณะที่กำลังนั่งดูทีวีพักสายตากับเจ้าบ้านคิริทานิ
“เฮ้ย ไม่เหมือนกันหรอก เมาเหล้าก็เมาเหล้า เมาแดดก็เมาแดด อาการไม่เหมือนกันหรอก”
“แล้วมันยังไงอ่ะฮะ”
“เมาแดด มันก็แค่ เบลอๆ มึนๆ ไม่ก็น็อคไปเลย แต่ไม่ขาดสติเหมือนเมาเหล้าหรอก แดด ไม่มีแอลกอล์ฮอล จะไปเมาแอ๋ เดินขาเป๋ได้ยังไงกัน”
“เป๋แบบพ่อป่าวฮะ?”.....โคจิยอกย้อนเข้าให้ ถึงตอนที่เวลาพ่อกลับมาบ้าน ในวันที่พ่อต้องไปทานเลี้ยงกับทางออฟฟิส
“แหม ไอ้ลูกคนนี้นิ่ อัดเลยซะดีมั้ย?” พูดพลางเอาแขนกดบ่าของลูกชายคนเล็ก จนโคจิร้องโวยวายดิ้นไม่เป็นท่า.......
....อืม...เมาแดด ไม่เหมือนเมาเหล้า...พี่เราหน้าแดง ดูมึนๆ ส่วนพี่อากิระ ก็ลงมาน็อคกับพื้น แบบไม่รู้สึกตัว.....อืม เป็นอย่างที่พ่อว่าจริงๆ ด้วย..............
คนเมาน่ะซื่อสัตย์
แต่กับเฉพาะกับคนที่เมาเหล้าเท่านั้นแหละน๊า.......
โนะบุตะ พาวเวอร์ ชูนิววววววว !!!!!!!!!!
คุณเคยได้ยินตำนานเรื่องสุนัขจิ้งจอกจอมขี้แกล้งมั้ย???
...ยามเช้า บนถนนที่ทอดตัวยาวเลียบหาด...อากาศบริสุทธิ์ และเสียงคลื่นกระทบฝั่ง เป็นบรรยากาศที่หาได้ยากจากเมืองใหญ่...เพราะเป็นชนบท ช่วงเวลานี้จึงสงบเงียบ...ตรงท่าเรือมีเพียงชาวประมงที่เพิ่งกลับจากการออกหาปลา ส่วนบนฝั่ง ร้านขายของชำเล็กๆ กำลังเปิดร้านรอลูกค้า ที่ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านและเด็กนักเรียน...
ร่างเล็กบนจักรยานมองภาพเหล่านั้นอย่างสบายตา...เพราะออกจากบ้านเร็วกว่าทุกวัน เลยไม่ต้องรีบร้อนให้ถึงโรงเรียนนัก ...เกือบ 6 เดือนมาแล้ว ที่เขาย้ายมาอยู่ที่นี่ เมืองชายทะเลอันสงบเงียบ ไร้ซึ่งความวุ่นวายต่างจากเมืองใหญ่ที่เขาเคยอยู่อย่างโตเกียว ....ธรรมชาติสวยงาม ผู้คนเป็นมิตร ไม่มีการแก่งแย่งชิงดี และไม่มีการโอ้อวด หรือสร้างภาพใส่หน้ากากเข้าหากัน...
...จักรยานคันสวย ยังเคลื่อนที่ต่อไป...ร่างเล็กสะบัดแขนขึ้นดูนาฬิกาข้อมือเช็คเวลา...ยังเตร็ดเตร่ได้ซักราวๆ 15 นาที...จากตรงนี้ไม่ไกลจากโรงเรียนนัก...เขาคิดไม่ผิด ที่เลือกออกจากบ้านในเวลาที่เช้ากว่าปกติถึงครึ่งชั่วโมง เพราะนอกจากจะมีโอกาสได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างนี้แล้ว ยังมีเวลาอันเงียบสงบเพิ่มขึ้นอีกด้วย...
...แต่....จะอยู่เงียบๆอย่างนี้ ได้อีกนานซักแค่ไหนกัน?
“ชู~จิ....ชูจิ~คูงงงงงงง~”...นั่นไง ตัวทำลายความสงบตามมาทันจนได้
“รอก่อนเซ่....ชู~จิ บอกว่าให้รอก่อนนนน...ยังไงเล่า~.....”
...ร่างเล็ก จำใจหยุดรถอย่างเสียไม่ได้ ไม่ใช่ว่าอยากจะรอหรอกนะ แต่รำคาญเสียงโหวกเวกที่อาจจะทำให้ชาวบ้านระแวกนี้แตกตื่นกันไปหมดต่างหาก
“ทำไมไม่รอกันเลยล่ะ นายนี่ใจร้ายยยยยย ชะมัด”
“ก็รออยู่นี่ไง” คิ้วเรียวขมวดขึ้น...หงุดหงิด.....
“อะไรกัน...ตัวเองไม่รอคนอื่นแท้ๆ ยังจะมาทำหน้าตาไม่รับรู้อะไรอีก เฮ้อ...ชูจินะชูจิคุง”
“ถ้าจะบ่นกระปอดกระแปดอยู่อย่างนี้ก็ตามใจนาย ฉันไปล่ะ”...ไม่พูดเปล่า แต่ออกแรงขาให้จักรยานเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ...ไม่สนใจคนที่โวยวายอยู่เลยซักนิด
“นี่ๆ รอฉันด้วยสิ นายนี่มันใจร้ายจริงๆ เลย” ต่อว่ากันด้วยคำเดิมๆ...คำที่ร่างเล็กได้ยินมาตลอด ตั้งแต่อยู่ที่นี่ หรือแม้แต่ก่อนหน้านี้...
.....เขาเป็นคนใจร้าย ใช่สิ เขาคงเป็นแบบนั้น เป็นคนใจร้ายที่สุด เท่าที่อาคิระเคยเจอมา....
นั่นสินะ...ทำไมเขา ถึงต้องใจร้ายกับหมอนี่ด้วยก็ไม่รู้...
........
......
....
..
.
.......โรงเรียนมัธยมปลาย เคงริซึ อามิโกะ.........
ภายในห้องเรียนเล็กๆ เต็มไปด้วยนักเรียนชั้นม.ปลาย ที่พากันพูดคุยเรื่องสัพเพเหระอย่างออกรส...ชูจิก้าวเข้ามาในห้องเกือบเป็นคนสุดท้าย และที่โหล่ คงไม่พ้นจอมป่วนอย่างอาคิระ...
“ไง ชูจิ มาเกือบสายอีกแล้วนะ” เสียงเพื่อนๆ ในกลุ่มทักขึ้นทั้งที่เขายังเดินไม่ถึงที่นั่งของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
“พอดีเจอปัญหานิดหน่อย” พูดพลางบ่นมุบมิบอย่างอารมณ์เสีย ไม่สนใจคนที่เดินตามอยู่ต้อยๆ...
“KONๆ เพื่อนๆ ชูจิ และ อาคิระ มาถึงแล้วววววว”....ไม่พูดเปล่า กลับเดินเข้ามาชิดกับอีกคน...เบียดจนอึดอัด
“ไปนั่งที่ของนายไป...น่ารำคาญชะมัด”...ว่าออกไปอย่างหัวเสีย...แขนเล็กกระทุ้งสีข้างของคนตัวสูงกว่าให้หลีกทาง
“นี่ๆ พวกนายสองคน ทำตัวอย่างกะเป็นแฟนกันแน่ะ ว่ามั้ย? ฮ่าๆๆๆๆๆ”...เสียงหัวเราะของเพื่อนๆ ในกลุ่มดังขึ้นจนน่าหนวกหู...ชูจิได้แต่เมินหน้าไปทางอื่น...ไม่อยากได้ยิน หรือรับฟังคำแซวเดิมๆ...และที่สำคัญ เขาไม่มีอารมณ์ที่จะมองหน้าคนที่นั่งโต๊ะข้างกันกับเขาด้วย...
ชั่วโมงเรียนผ่านไปอย่างเชื่องช้า...หลายวันมานี่ ชูจิไม่ได้ตั้งใจเรียนเหมือนปกติ...นอกจากจะไม่สนใจกระดานแล้ว ยังเอาแต่คิดถึงเรื่องที่โรงเรียนเก่า โรงเรียนที่เขาจากมา และโรงเรียนที่เต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย...
...แม้จะย้ายมาอยู่ที่นี่นานพอจนเขาปรับตัวได้ แต่สถานภาพของเขาย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง...จาก คิริทานิ ชูจิ ที่โด่งดัง ถึงวันนี้ เขาเป็นเพียงแค่ คิริทานิ ชูจิ นักเรียนชั้นมัธยมปลายปี3 ที่มีคู่หูเป็นเพื่อนติ๊งต๊องอย่างนาย คุซาโนะ อาคิระ ที่มาพักหลังๆ มักถูกเพื่อนคนอื่น เปลี่ยนให้เขากับอาคิระ เป็นอย่างอื่นที่มากกว่านั้น แต่ทุกครั้ง เขาก็ไม่เคยใส่ใจ ยกเว้นช่วงนี้ ที่อดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ จนบางครั้งถึงกลับตอบโต้เพื่อนออกไปเลยก็มี...
“ชูจิ...ไปกินข้าวกันนะ” เสียงชักชวนจากโต๊ะข้างๆ กันดังขึ้นทันทีที่อาจารย์เดินพ้นห้องเรียน.....แต่คนฟังได้แต่เหม่อ นั่งเท้าคางมองออกไปยังนอกหน้าต่าง...
“นี่...ชูจิ...ไปกินข้าวกัน...ได้แล้ว”
“อือ...เฮ้ย!” สะดุ้งสุดตัว ขยับเก้าอี้หนีเสียจนติดผนัง เพราะมัวแต่คิดอะไรเพลินๆ จนไม่รู้ว่า หน้าของอาคิระ ใกล้กับเขาเพียงแค่ไม่กี่เซ็นต์
“เร็วเข้าชูจิ พวกฉันเรียกตั้งนานแล้ว ไม่ได้ยินซักที อาคิระพูดกรอกหูเข้าหน่อยทำเป็นตกใจซะงั้น”
“โทษทีๆ....ไปๆ ไปกัน” พูดตะกุกตะกักจนแทบจะไม่เป็นคำ...เพื่อนๆ ได้แต่ส่ายหน้า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชูจิเหม่อแบบนี้ แต่เรียกว่า ทั้งอาทิตย์มาแล้วด้วยซ้ำ
........อะไรที่ทำให้ชูจิ เปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้กันนะ?...............
ตกเย็น นักเรียนทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับ ข้อดีของการอยู่ในโรงเรียนต่างจังหวัด คือการที่หลังเลิกเรียน แต่ละคนจะกลับบ้านของตัวเอง ไม่ก็เที่ยวเตร่ซื้อของในเมืองบ้าง ...เพราะเป็นชนบท จึงไม่มีแสงสี ไม่มีคาราโอเกะ หรือเกมส์เซนเตอร์ ให้เป็นที่สิงสถิตอย่างวัยรุ่นในโตเกียว...
...บนถนนเลียบชายฝั่งสายเดิม อาคิระปั่นจักรยานของตัวเองสุดแรงเกิด หวังให้ทันคนข้างหน้า...พักนี้ชูจิดูเหมือนจะหลบฉากจากเขา ไม่ว่าจะตอนเช้า...ตอนที่เรียน...หรือตอนเย็น...ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขารู้สึกว่า เพื่อนคู่หูคนสนิทดูเปลี่ยนไปอย่างไร้สาเหตุ นอกจากจะไม่ต่อล้อต่อเถียงอย่างที่เคยทำเป็นปกติแล้ว ยังเอาแต่เงียบ แสดงอาการไม่ค่อยอยากพูดจาด้วย จนแม้แต่คนอื่นยังรู้สึกได้...ไม่เว้นแม้แต่ตอนนี้ ถึงเขาจะตะโกนบอกให้ชะลอซักเท่าไหร่ แต่ดูท่าอีกฝ่ายจะไม่ทำตามคำขอของเขาเลย...
“รอกันหน่อยซี่~ นายจะรีบไปไหนของนาย” ตะโกนจนเสียงแหบแห้ง แต่ดูคนตัวเล็ก ไม่ได้ลดความเร็วลงเลยซักนิด
“นี่ ชูจิ ถ้านายไม่รอฉันนะ...” เว้นช่วง...
“ฉันจะไม่ให้นายอ่านจดหมายของโนะบุตะ!!!”
ได้ผล คำพูดของเขา ทำให้คนข้างหน้าเบรกอย่างกระทันหัน...จนจักรยานของชูจิล้อปัดเล็กน้อย...
“นายว่าอะไรนะ?” ยอมพูดด้วย เป็นประโยคแรกหลังจากออกมาจากโรงเรียน
“ก็....ฉันว่า...ถ้านายไม่รอกัน จะไม่ให้อ่าน จมหมายของโนะบุตะ”
“เฮ้ย จริงอ่ะ โนะบุตะส่งจดหมายมาหานายเหรอ? เอามาให้อ่านเดี่ยวนี้เลยนะ”...
“ไม่มี” ทำหน้ายียวน แก้มที่พองลม ทำเอาดูปากอิ่มเล็กลงไปถนัดตา
“อะไรนะ?...ก็ไหนว่า...?...” พูดยังไม่ทันขาดคำ กลับถูกขัดขึ้นเสียก่อน
“ไม่มีตอนนี้...คือ...มันอยู่ที่บ้าน”
“แล้วทำไมไม่เอามาให้อ่าน นายนี่มันงี่เง่าจริงๆ” ออกอาการหงุดหงิดจนอาคิระกลั้นยิ้มเอาไว้แทบไม่อยู่...อย่างน้อยท่าทางฟึดฟัดแบบนี้ค่อยดูเป็นชูจิขึ้นมาบ้าง...
“อย่ามาว่ากัน เมื่อเช้านี้ถ้าฉันไม่รีบออกมาจากบ้านให้ทันใครบางคน ก็คงจะไม่ลืมหยิบติดมือมาด้วยหรอก”
...ได้ฟังแบบนั้น ใบหน้าที่ดูเอาเรื่องกลับเจื่อนลงทันที...ถูกเหน็บแนมจากอาคิระเข้าจนได้...
“ขอโทษ....งั้นพรุ่งนี้ นายเอามาให้ฉันด้วย”....พูดจบ ร่างเล็กค่อยๆเคลื่อนจักรยานอีกครั้ง
“ไม่มีทางซะล่ะ ถ้านายอยากอ่าน ก็ตามไปอ่านที่บ้านฉันเอง”
“เฮ้ย อะไรกัน” หยุดรถหันกลับมามองรวดเร็ว
“จะอ่านหรือไม่ก็ตามใจนายนะ ฉันมีตัวเลือกให้แค่นี้แหละ” ปั่นจักรยานออกตัวไปล่วงหน้า พร้อมส่งยิ้มราวกับผู้มีชัยผ่านมาให้เห็น เอาคืนซะบ้าง นิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี
“บ้าจริงๆ เลยให้ตายเหอะ!!!” ชูจิสบถอย่างโมโห มองอีกฝ่าย ค่อยๆ หนีห่างออกไปช้าๆ
............
.......
..
.
‘ถึง ชูจิ กับ อาคิระ.....
ตอนนี้ทั้ง 2 คนเป็นยังไงบ้าง สบายดีรึเปล่า?....คงใกล้ๆ ช่วงสอบแล้วเหมือนกันใช่มั้ย?
ฉันกับมาริโกะสบายดีนะ เมื่อวานนี้ ไปช็อปปิ้งซื้อเสื้อผ้ากับมาริโกะมาด้วย ได้ของเต็มไปหมด
มาริโกะบอกว่า ถึงชูจิ กับอาคิระ จะไม่ได้โปรดิวซ์ฉันแล้ว แต่ก็ต้องทำให้ตัวเองดูดีตลอด
สรุป ฉันจะถูกมาริโกะโปรดิวซ์ต่ออีกใช่มั้ยเนี่ยะ? (เศร้า)
ช่วงปิดเทอม จะได้กลับขึ้นมาที่โตเกียวมั้ย? เพื่อนๆ บ่นคิดถึง ถ้าเป็นไปได้
ก็อยากจะเจอทั้ง 2 คนอีก...ที่จริงก็...ไม่ใช่แต่...เพื่อนๆ หรอกนะ....
ฉันเองก็....เหมือนกัน...
ไม่มีเรื่องอะไรจะเขียนแล้วล่ะ
รักษาสุขภาพกันด้วยนะ
....แล้วก็ ดูแลกันอย่างนี้ตลอดไปล่ะ.............
.....โนะบุตะ.....'
เนื้อความในจดหมายถึงจะเล็กน้อย แต่บ่งบอกถึงความเป็นไปของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ชูจิพลิกดูกระดาษใบหนาๆ อีกใบที่เหลือ เป็นภาพของโนะบุตะ ที่มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า......หลายรูปแล้วที่ส่งมา คงอยากให้เห็นว่าหล่อนยิ้มได้แล้วจริงๆ
“ดูท่าโนะบุตะ จะสบายดีนะ ทางนั้นเอง มีมาริโกะคอยดูแลอยู่” พูดอย่างสบายใจ ก่อนพับจดหมายเก็บใส่ซองเหมือนเดิม
“นั่นน่ะสิ ....เอ๊ะ?”.........หยุดพูดต่อ มองชูจิที่ทำท่าเหมือนจะลุกขึ้น
“อะไรกัน จะกลับแล้วเหรอ?” เอียงคอมองใบหน้าที่ดูแปลกไป.....ชูจิ ที่ดูกังวล
“ฉันไม่ได้บอกที่บ้าน ตอนนี้โคจิคงอยู่คนเดียว”......คว้ากระเป๋า เตรียมตัวลุกเดินไปที่ประตู...........
....................หมับ.........................
ไวกว่าที่จะรู้สึก.....มีเพียงสายตาที่มองเห็นว่าร่างกายกำลังถูกกอดเกี่ยวเอาไว้ ด้วยท่อนแขนแข็งแรง...........
“นาย...นายทำอะไรของนายอาคิระ!?!?!” ทั้งตะโกน ทั้งดิ้นให้หลุด แต่เอวบางๆ กลับไม่หลุดพ้นจากแรงโอบของอีกฝ่ายเสียที.....ชูจิใช้มือทั้งสองข้างแกะแขนของอาคิระออก แต่ทำยังไงก็ไม่เป็นผล....ยิ่งดิ้น ก็ยิ่งแน่น.....แน่นจนอึดอัด.....
“อาคิระ บ้าไปแล้วรึไง ปล่อยฉันนะ!”
“อยู่นิ่งๆ สิชูจิ....ฉันบอกให้นายอยู่เฉยๆ ไงเล่า”........น้ำเสียงที่ดูต่างไป กับใบหน้าที่ใกล้กันแทบชิด ทำให้ร่างเล็กหยุดเคลื่อนไหว.......อาคิระในแบบที่ไม่เคยเห็น และอาคิระที่ดูจริงจัง...จนน่ากลัว.....
......ทันทีที่ชูจิหยุดนิ่ง......ทุกอย่างเงียบงัน ได้ยินเพียงเสียงหัวใจของชูจิที่เต้นอย่างไม่เป็นจังหวะ มันรัวและแรงจนน่าตกใจ.....ไม่รู้ว่า เพราะเหนื่อยที่พยายามจะหนีจากอ้อมแขนนี้ หรือเพราะกลัวคนที่ยืนแนบชิดอยู่กับเขากันแน่............
............ราว 1 นาที ที่อยู่ในสภาพอย่างนั้น....อาคิระไม่พูดอะไรเลย มีเพียงเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ......อ้อมกอดที่รัดแน่นคลายออกช้าๆ....อาคิระปล่อยชูจิให้เป็นอิสระแล้ว...............
“หนีกันทำไม?”..........ดวงตากลมโตมองสะท้อนภาพของอีกคน....ไม่ยอมละสายตาไปไหนแม้ซักวินาที จนชูจิต้องก้มหน้าหลบเสียเอง
“ใคร? ใครหนีอะไรกัน?”........ทำเหมือนไม่รู้อะไร ....ทั้งที่กลัวว่าจะถูกจับโกหกได้เหลือเกิน
“นายไง ชูจิ ...มีปัญหากันใช่มั้ย? ถึงได้คอยหนีอยู่เรื่อย”
“ตะ....ตลกน่า.....ใครเขาจะไปหนีนายกัน”..........พูดจริง ใช่มั้ย?
“.....ชูจิ.......”.....ก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตากลมโตที่ดูจริงจัง กับใบหน้าที่ดูไม่พอใจ ทำเอาชูจิ ไม่กล้าที่จะมอง
“บอกมาสิ จะได้รู้ จะได้แก้ไข ไม่อย่างนั้น ฉันจะเข้าใจนายได้ยังไง”......เสียงพูดที่ใกล้ชิดอยู่ริมใบหู.....อาคิระที่แนบใบหน้าเกือบชิด ลมหายใจร้อนๆ เฉียดผิวแก้มขาวๆ.......น่าหวั่นไหวซะจนชูจิแทบหยุดหายใจ......
“เอ่อ....คือ....คือ.....”..........ควรจะบอกออกไปใช่มั้ย?
“คือ?”..........ใบหน้าเลื่อนให้ออกห่างเพียงนิด....แต่เป้าหมายที่สะท้อนในตาของอาคิระ คือริมฝีปากบางนั้น............
…..
….
..
....หลบ....หลบไม่ทันแล้ว........ชูจิหลับตาปี๋....ใบหน้านั้นใกล้เข้ามาอีกนิด และอีกนิด.........
ใกล้....ใกล้มาแล้ว
........จะแตะกันแล้ว.........
โดนจูบไปแล้ว......โดน....ไปแล้ว.....ใช่มั้ย?.................................??????????
......ดวงตาเรียวลืมขึ้นพร้อมๆ กับที่ได้ยินเสียงอึกอัก..........
ภาพที่เห็นคือ อาคิระทรุดลงกับพื้น นอนเอามือจับท้องที่เกร็งเพราะกลั้นหัวเราะเอาไว้แทบไม่ไหว.....จนสุดท้ายก็ห้ามไม่อยู่
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ.....”....... มือเรียวตบลงที่พื้นตาตามิอย่างขำขัน ......
“ชูจิ นี่นาย........... ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ”............หัวร่อไม่หยุด.....สะใจที่เห็นเพื่อนถูกตัวเองหลอกทำให้ปั่นป่วน.............มัวแต่หัวเราะ จนไม่ทันเห็นสายตาขุ่นเคือง ที่แสดงออกว่าโมโหสุดขีด...................
........ป๊าบ........
“นายมันบ้าที่สุด ไอ้บ้าอาคิระ!!!!”...........ตะโกนว่าออกไปอย่างเหลืออด หนังสือที่ฉวยได้ในห้อง ถูกปาใส่หน้าอาคิระเข้าอย่างจัง.......กว่าจะหายมึน ร่างเล็กก็ไม่อยู่ให้เห็นแล้ว...................
.......
...
..
“ทุเรศชะมัด”.............ท่ามกลางความมืดมิด บนถนนสายเล็ก กับร่างบางที่อยู่บนจักรยานคันเดิม..........
“น่าสมเพชจริงๆ!”........สถบออกมา โดยที่ไม่รู้ว่า สรุปแล้ว กำลังว่าใครกันแน่ ระหว่างตัวเอง หรืออีกคนหนึ่ง............
.........ชูจิคิดอะไรไม่ออกอีก เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเจอมาหยกๆ........มาถึงตอนนี้ ยังไม่รู้เลยว่า ที่โกรธจัดจนตัวสั่น หัวเสียจนอยากร้องไห้ เพราะตลกร้ายที่ถูกเพื่อนแกล้ง หรือเพราะที่เขาไม่ยอมหลบทั้งๆ ที่รู้ตัวว่ากำลังจะโดนจูบอยู่กันแน่........
.......อากาศเย็นๆในยามค่ำคืน บวกกับลมทะเลที่ปะทะหน้าแรงๆ ทำให้ต้องหรี่ตาลงอย่างช่วยไม่ได้..........แต่เพราะทำแบบนั้น น้ำตาที่รื้นอยู่แล้วถึงได้ไหลลงอาบแก้มลงมาโดยไม่รู้ตัว.................................
.............................
............
.......
..
“สถานการณ์ย่ำแย่เหลือเกิน”.....เสียงของเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มดังขึ้น ขณะที่สังเกตการณ์ท่าทีของคน 2 คน โดยเฉพาะคนตัวเล็กที่ดูเฉยชาเสียจนน่าเป็นห่วง
ตั้งแต่เช้า ชูจิมาถึงห้องเรียนตั้งแต่ไก่โห่ ส่วนอาคิระ ก็มาซะสายจนเกือบถูกเช็คขาด นับเป็นเรื่องน่าแปลกในสายตาของเพื่อนฝูง ที่มักจะเห็นสองคนนี้มาพร้อมๆกันอยู่เสมอ......ชูจิ เอาแต่นั่งเงียบ ไม่เพียงแม้จะชายหางตามองคนข้างๆ ส่วนอาคิระเองที่มักส่งเสียงโหวกเหวกบ้าบอ วันนี้กลับนิ่งจนราวกับเป็นคนละคน ....ไหนจะสายตาที่เอาแต่จับจ้องอยู่ที่ร่างเล็กๆ อีก ยิ่งมองยิ่งน่ากลัว....
“ไม่ไปกินนะ ใครอยากไปกินก็ไปเถอะ” ประโยคแรกที่ได้ยินตั้งแต่เช้ายันพักเที่ยง กลายเป็นประโยคที่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย.........เมื่อชูจิไม่อยากไป ก็ไม่มีใครคิดอยากตื้อ สถารการณ์ตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ควรก้าวก่าย
....เพื่อนไปกันหมดแล้ว.....ชูจิฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างเหนื่อยอ่อน......รู้สึกแย่จนไม่อยากเรียน ตั้งแต่เช้า ถึงจะมองแต่กระดาน แต่ความจริงแล้ว เขาแทบจะภาวนาให้เวลาผ่านไปเร็วๆ แทบจะทุกนาที...........
ความรู้สึกอะไร ก็ไม่เลวร้ายเท่ากับการที่ไม่สามารถสู้หน้าเพื่อนสนิทได้......ถึงจะเคยเจอเรื่องคล้ายๆกัน อย่างการที่ถูกคนอื่นเมินหน้าหนี แต่สำหรับกับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในตอนนี้ กลับกลายมาเป็นคนที่เขายังไม่อยากเห็นหน้ามากที่สุด......รู้สึกแย่จนไม่รู้จะทำยังไงต่อไป...........
......อาหารกลางวัน เป็นสิ่งที่ถูกลืม.....เรื่องที่อยากทำตอนนี้คือการหลับตาลง พักสมองที่กดดันจากบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไป.......และพักใจที่ล้ามากอย่างไม่เคยเป็น...
ชูจิไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหน จนได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วน่ารำคาญของสาวๆ เพื่อนร่วมห้อง................
“อาคิระนี่ ตลกดีจังนะ”...........เมื่อกี้ หล่อนพูดกับใครอยู่นะ?..............
“นี่ ถามจริงๆ เถอะ ไอ้ KONๆ ที่อาคิระชอบทำน่ะ มันหมายถึงอะไรเหรอ?”
........ชูจิยังคงหลับตา แต่กลับแอบลอบฟังเสียงของคนที่กำลังพูดคุยกันอยู่เงียบๆ.............
“มันก็ไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไรหรอกน่าาาาา...... ก็เป็นแค่คำทักทายเฉยๆ...น่ะ”..............ใช่ อาคิระเคยบอกอย่างนั้น
“แต่จะว่าไป ก็ไม่เชิงหรอก ที่จริง มันก็มีที่มาอยู่เหมือนกันนะ”......ที่มา?....
“เอ๋ ที่มาเหรอ? คำว่า ก๊องๆ นี่น่ะนะ? อยากรู้จัง บอกหน่อยสิ”
“เคยได้ยินตำนานเรื่องสุนัขจิ้งจอกจอมขี้แกล้งมั้ยล่า...?..”...สุนัขจิ้งจอก ขี้แกล้ง?...
“........ตำนานที่ว่าด้วย จิ้งจอกตัวหนึ่งที่ชื่อ ค่ง อาศัยอยู่ในโพรงตัวเดียวบนเขาสูง...ค่งขี้แกล้ง ชอบไปทำลายข้าวของๆพวกชาวบ้าน วันนึง ไปขโมยปลาจากชาวบ้านคนหนึ่ง .....ทำไปเพราะสนุกโดยที่ไม่คิดอะไร จนหลายวันต่อมา ระหว่างกำลังเที่ยวเล่น ดันมาเจอเข้ากับขบวนงานศพแม่ของชาวบ้านคนนั้น......ค่งสำนึกผิด แต่ที่สำคัญเพราะเห็นว่าชาวบ้านคนนั้น ต้องอยู่เพียงลำพังเหมือนตัวเอง.....ค่งเข้าใจดีว่า การอยู่ตัวคนเดียวโดยไม่มีใครนั้นมันเหงาซักแค่ไหน ถึงได้หาวิธีที่จะช่วยชาวบ้านคนนั้น แต่เพราะค่งคือค่ง เป็นแค่จิ้งจอกรักสนุก ไม่รู้หรอกว่า ต้องทำยังไงให้ชาวบ้านคนนั้นรู้สึกดีกับตน สิ่งที่ทำไป บางทีก็ทำให้เลวร้ายลงไปอีก แต่เชื่อมั้ย เอาเข้าจริงๆ ถึงตอนที่ทำดีแล้ว เขาก็ยังหาว่า เพราะว่าพระเจ้าหรอกนะ ถึงได้เป็นแบบนั้น..............” หยุดเล่าด้วยท่าทีขำๆ.............................
“จากนั้น....ในวันหนึ่งที่ค่งแอบเอาของไปให้ ชาวบ้านคนนั้นเห็นเข้า ดันคิดไปว่าค่งคงจะมาแกล้งอีกแน่ๆ เลยใช้ปืนยิงใส่ค่ง..... พอเดินมาใกล้นั่นแหละ ถึงได้รู้ว่า ของที่ตนได้รับ ที่คิดว่าพระเจ้าประทานมาให้ ที่แท้ก็มาจากค่ง จิ้งจอกที่ใครๆ ก็คิดว่าเป็นปีศาจนี่เอง.........กว่าจะรู้ก็สายไป ....แต่อย่างน้อย ก่อนสิ้นใจ ชาวบ้านก็ยังได้รู้ความจริงนะ ค่งเองก็ตายตาหลับ”....
“ที่มา มันน่าเศร้า ไม่เหมือนที่อาคิระเอามาเล่นขำๆ เลยนะ”....
“นั่นสินะ ก็เพ้อเจ้อไปนั่นล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ KONNNๆๆๆ” ไม่พูดเปล่า ทำมือให้คล้ายกับรูปจิ้งจอกอันเป็นท่าประจำ...
“อาจารย์มาแล้ว ฉันกลับไปนั่งที่โต๊ะก่อนนะ”
.............ใบหน้าเรียวเงยขึ้นจากโต๊ะ...ใช้มือข้างหนึ่งจัดผมให้เป็นทรง.....เป็นจังหวะเดียวกับที่อีกคนเดินผ่านมา และนั่งลงที่โต๊ะข้างๆ กัน................
.....ชั่วโมงเรียน เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ คล้ายๆ กับที่มีคำถาม ส่งเสียงทักท้วงขึ้นเบาๆ ในใจ...
....ไม่สนหรอกว่าไอ้คำทักทายแบบนั้น ที่จริงแล้วจะมีที่มาๆจากอะไร แต่เรื่องที่จิ้งจอกนี่สิ คนเล่าต้องการจะบอกอะไรใช่มั้ย?...
'เพราะค่งคือค่ง เป็นแค่จิ้งจอกรักสนุก ไม่รู้หรอกว่า ต้องทำยังไงให้ชาวบ้านคนนั้นรู้สึกดีกับตน สิ่งที่ทำลงไป บางทีก็ทำให้เลวร้ายลงไปอีก แต่เชื่อมั้ย เอาเข้าจริงๆ ถึงตอนที่ทำดีแล้ว เขาก็ยังหาว่า เพราะว่าพระเจ้าหรอกนะ ถึงได้เป็นแบบนั้น'
พอจะเข้าใจอะไรบ้างมั้ยล่ะ?...
.............................
............
.......
..
เย็นนี้อาจเป็นครั้งแรก ที่ตอนกลับบ้าน ชูจิ ไม่ได้ยินเสียงร้องเรียกชื่อเขา และพร่ำว่าให้หยุดรอกันบ้าง.................
.......ถึงจะเงียบ ถึงจะรู้สึกเป็นส่วนตัวไม่วุ่นวาย....ทั้งๆ ที่ชอบหนี...ทั้งๆ ที่แกล้งหลบ แต่สุดท้ายแล้ว พอเอาเข้าจริงๆ มันก็ปวดหนึบที่ใจเสียเอง
“...กลับมาแล้ว....”
“อื้อ ต้อนรับกลับฮะพี่”.........โคจิเงยหน้าขึ้นมองครู่หนึ่ง ก่อนลงมือทำการบ้านต่อ
“วันนี้อยากกินอะไร?”
“อะไรก็ได้ ทำไปเถอะ แต่เอาให้มันกินได้ก็แล้วกัน”
“พูดงี้หมายความว่าไง? ฉันทำไม่อร่อยเรอะ?”.......อารมณ์ไม่ดี แล้วยังจะถูกกวนเข้าอีก
“ป่าว แต่ช่วงนี้ รสชาติกับข้าวของพี่มันเฝื่อนๆ ไร้ชีวิตชีวายังไงยังไงพิกล”.......
“งั้น วันนี้ซื้อกินมั้ย? เพราะถ้าให้ทำ ก็คงเฝื่อนอีกเหมือนเดิม”.........ประชดเล่นซะอย่างนั้น
“ทะเลาะกับพี่อาคิระเหรอ?”.........อยู่ดีๆ ดันมาถามจี้ใจดำ แค่ได้ยินชื่อก็สะดุ้งแล้ว
“ป่าว ไม่มีไรนิ่”...................
“ตอนเช้าเห็นไม่ได้ไปโรงเรียนด้วยกันเลย ...เห??? หรือว่า เพราะที่ผมบอกพี่เลยทำให้เป็นงี้กันอ่ะ?”
........ถูกจี้ใจดำครั้งที่สองเข้าอีกแล้ว...............
“รีบทำการบ้านเข้า เดี๋ยวจะรีบออกไปซื้อของมาให้กิน พ่อวันนี้คงกินจากข้างนอกมาแหละ ไม่ต้องรอก็ได้”.......บอกก่อนรีบหนีเข้าไปในห้องนอน ....... แม้แต่เด็กอย่างโคจิ ยังมองออกเลยรึ?
.........หลังอาหารมื้อเย็น โคจิเลือกที่จะนั่งดูทีวีต่อ ส่วนชูจิ เลือกที่จะแยกตัวขึ้นไปอยู่บนห้องเพียงลำพัง............
“แย่ชะมัด”............พึมพำออกมาก่อนนอนอย่างหมดสภาพ.....แขนข้างหนึ่งก่ายหน้าผากอย่างเซ็งๆ
ชูจิคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย.........คิดถึงเรื่องในอดีต เรื่องก่อนนี้ และจบลงที่เรื่องเมื่อวานนี้................
“บ้าที่สุด”..........ต่อว่าออกมาลอยๆ ว่าไปถึงคนที่เห็นหน้ากันความคิด และว่าถึงตัวเอง.................
........ทั้งที่คิดว่าจะโกรธจัด แต่ความรู้สึกจริงๆ กลับไม่ใช่แบบนั้น ..............
ถ้าโกรธมากจริง........ก็คงไม่อยากยุ่ง ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากเจอ และไม่กังวลที่จะไม่ได้พูดคุยกัน
แต่นี่อะไร? มันตรงกันข้ามกับที่ควรจะเป็นไม่ใช่หรือ?
โกรธก็โกรธ แต่ลึกๆ กลับอยากพูดคุย อยากเจอหน้า กังวล ที่จะไม่ได้พูดคุยกัน แม้กระทั่งอยากเป็นฝ่ายทำให้ทุกอย่างมันกลับไปเป็นเหมือนเดิม...............................
Tuuu Tuuuuu Tuuuuu
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกระทันหันจนตกใจ ชูจิรีบคว้ามาทันที ที่ได้ยินเพลงที่ตั้งไว้เฉพาะเพื่อนสนิทอีก 1 คน
.............................
............
.......
..
.
“โกรธกัน? ทำไมล่ะ?”............คำถามแรก ที่โนะบุตะถามหลังจากที่ชูจิบอกไปว่า เขามีเรื่องกับอาคิระ
“ก็หมอนั่นเล่นแรงกับฉันเกินไป”...........แค่พูดถึงนิดหน่อย หน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ
“นะ...น่าแปลกจัง....อาคิระไม่เคยแกล้งอะไรแรงๆ นี่นา”
“ฉันก็ไม่รู้”..........ไม่รู้จริงๆ..........
“ อา....อาคิระ....ไม่เคยแกล้งใครหนักๆ ชูจิก็รู้ใช่มั้ย?...ถ้าอย่างนั้น.......เขาอาจจะไม่ได้แกล้ง....ก็ได้นะ”
“เห? ไม่ได้แกล้ง?”
“อือ.....ปกติก็ เป็นงั้นนี่นา......”.........น้ำเสียงของโนะบุตะ ดูมั่นใจกว่าคนฟังเสียอีก...................
“ว่าแต่.....อาคิระ...แกล้งอะไร ชูจิ เหรอ?......”..........กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ จะให้บอกกันน่ะเหรอ?...............
“พี่ชูจิ..........พี่ฮะ...........”....เสียงของโคจิ ตะโกนเรียกชื่อเขาอยู่นอกห้อง
“โนะบุตะ เดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะ โคจิเรียกทำไมก็ไม่รู้”.........ถือโอกาสตัดบท ที่จริงเพราะไม่อยากจะนึกถึงเรื่องนั้นแล้ว.........
“อือ แล้ว ยังไงก็ เคลียร์กัน.....อย่าเอาแต่เงียบ...นะ”..................
“ขอบใจนะ โนะบุตะ แล้วไว้จะโทรไปหา...บาย....”……………วางสายก่อนรีบเปิดประตูออกไป...................
“พี่ฮะ มีคนมาหา”
“ใคร?”............ชะโงกหน้าไปมอง ถึงกับทำอะไรแทบไม่ถูก............ไม่ได้เตรียมตัวที่จะต้องมาจอกันในบ้านอย่างนี้เลย.....
“......อาคิระ....”
.............................
............
.......
..
.
ความเงียบเข้าครอบคลุมห้องนั่งเล่น ที่ตอนนี้โคจิขอปลีกตัวเข้าไปในห้องของตัวเองอย่างรู้งาน.................
ชูจินั่งนิ่ง ....มีเพียงอาคิระที่นั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“นี่..ชูจิ...วันนี้เป็นอะไร ไม่สบายเหรอ????”.........ไม่พูดเปล่า เขยิบเข้ามานั่งใกล้ๆกันเสียอีก
“เปล่า”......บอกได้แค่นั้น ก่อนขยับให้ห่างออก
“ไม่จริงอ่ะ พูดก็ไม่ค่อยพูด กลางวันก็ไม่ยอมกินข้าว เอาแต่นอนไม่ใช่รึไง”
“นี่ ถ้าไม่มีไรแล้วก็กลั.....” ยังไม่ทันจะพูดจบ กลับถูกมืออุ่นทาบลงที่หน้าผากเบาๆ
“ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา...เฮ้อ ค่อยยังชั่วหน่อย”..........ยิ้มร่า ทำหน้าโล่งใจอย่างสุดๆ...........
“ถ้าไม่ได้เป็นไร ก็กลับดีกว่า..........ไม่อยากทำนายหนักใจ เฮ้อ ไปละ”........ลุกจากโซฟา....สรุปที่มาก็เพราะเพียงแค่นี้น่ะเรอะ?
“บับบาย Konๆ ชูจิ คุ-ง”.................
........มาเพื่อแค่นี้....จริงๆ น่ะหรือ?..................
...ชูจิ มองแผ่นหลังกว้างๆ อย่างสับสน....ไม่รู้ว่า ควรจะทำยังไงต่อไปจากนี้ดี.......
คำถามบางคำถาม เกิดขึ้นในใจ.....เขาควรจะแคร์อะไร ระหว่างสายตาคนอื่น ตัวเอง หรือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวคนนี้.........
เพราะคำพูดของคนอื่น....เพราะสายตาที่คนอื่นมองมา....ทั้งที่ปกติ เขาไม่ใช่คนที่จะใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ แต่เพราะเป็นอาคิระรึเปล่า มันถึงได้มีผลกับตัวเขามากนัก.......มีผลมากขนาดที่ว่า ยอมที่จะห่างจากเพื่อน ยอมที่จะยุ่งเกี่ยวให้น้อยลง ถ้าอะไรๆ มันจะดีขึ้น แต่ลืมไปรึเปล่าว่า คนที่ทำเพื่อคนอื่นอย่างอาคิระ คนที่จริงใจ อยู่ข้างกันและช่วยเหลือกันตลอด จะรู้สึกยังไงที่ถูกมองผ่านแบบนั้น.........
......คนที่คิดมาก และทำให้มันแย่ลง คือตัวเขาเอง...................
อีกคน อาจจะเป็นเหมือนเดิม......อีกคนอาจจะไม่ได้อะไรเลยจริงๆ ด้วยซ้ำ ทั้งที่หวังดี เสมอต้นเสมอปลาย และห่วงใยกัน....................
..............แต่คนที่คิดว่ามันเปลี่ยนแปลงไป กลับกลายเป็ฌนคนที่เอาแต่รับความรู้สึกดีๆ นั้นซะเอง....................................
“เดี๋ยว อาคิระ”...........เรียกชื่อ.............รั้งไว้อย่างไม่รู้ตัว
“นาย เป็น จิ้งจอก ใช่มั้ย?”
“หือ อะไรนะ?”........ทำหน้าสงสัย......
“นายเป็นจิ้งจอก ใช่มั้ย?”..............พลั้งปากถามออกไปจนได้..................
............ไร้คำพูดใด.....เพียงครู่เดียว ก่อนที่ ชูจิ จะได้รอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีนั้น แทนคำตอบ................
“ชาวบ้าน.......คุณชาวบ้าน”.............นิ้วเรียวชี้ตรงมาที่ร่างเล็ก.........
“...Konๆ...”........ทำท่าเดิมๆ พร้อมยิ้มให้บางๆ ก่อนหันหลังให้กับชูจิ............
.........เสียงลูกปิดประตูที่ดังขึ้นเพราะมือของอากิระ เป็นจังหวะเดียวกับที่หัวใจเหมือนจะตกวูบ.................
............ถ้าไม่รั้งไว้ตอนนี้.........คงไม่ดี....ใช่มั้ย?................
“นี่อาคิระ”
“ว่าไงล่ะ?....?”...…….หันกลับมามองอย่างงงๆ.................
“ฉันขอโทษ ที่หลบหน้านาย....”.........ก้มหน้านิ่ง ไม่อยากให้เห็นเลยว่า หน้าของตัวเองตอนนี้ อ่อนแอแค่ไหน
“ขอโทษที่หนี..... ขอโทษจริงๆ”..........ไม่รู้จะพูดอะไรที่มากกว่านี้อีกแล้ว....................
ไม่อยากจะสนแล้วว่า ใครจะว่ายังไง ในเมื่อ อาคิระ ดีออกขนาดนี้.....ห่วงกันขนาดนี้.....แล้ว.....??............
….
….
“.......ตุ๊บ.....”..............เสียงที่ดังขึ้น พร้อมๆ กับที่ร่างบอบบางถูกผลักให้ราบลงกับโซฟา.............
“นายพลาดแล้วนะ ชูจิ พลาดไปแล้ว”
“พลาด?”.......ตกใจ......ชูจิพูดออกไปได้แค่นั้น ก่อนที่จะสัมผัสถึงลมหายใจร้อนๆ ที่ระรดอยู่ที่แก้มเนียนใส...............
“ใช่ พลาด”.......รอยยิ้มที่ผุดพราว ตามมาด้วย ริมฝีปากที่กดทับลงมาอย่างจาบจ้วง.........................
..............ชูจิลืมตาโพลง...ตกใจที่ถูกอาคิระรุกด้วยจูบอย่างกระทันหัน........ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว เหมือนกับจูบนั้นที่หายวับในทันทีที่อาคิระเลื่อนใบหน้าห่างออก............................................
“ผลของความผิดพลาด”.............ดวงตากลมโต ดูวาวโรจน์ สดใสเสียจนดูสว่างจ้า
“รู้มั้ยว่า ถ้าวันนั้น ฉันไม่ถอย นายก็ต้องเจอแบบนี้”
“.............................................”........................
“แล้วรู้มั้ยว่า ถ้าจากนี้ ฉันไม่ถอย นายจะได้เจอแบบไหน?”...............ยื่นหน้าเข้ามาใกล้...........ชูจิจ้อมมองเขม็ง...ช็อคซะจนทำอะไรไม่ถูก..............................
“อย่าพลาดไม่เป็นท่าอย่างนี้อีกนะ ไม่สมเป็นนายเล๊ยยย ให้ตายเถอะ”..........ลุกขึ้น ปล่อยออกห่างจากร่างบาง.........ถ้ายิ่งนานกว่านี้ อาคิระไม่มั้นใจในตัวเองซักไหร่เหมือนกันว่า จะพอแค่ - เตือน - กันไว้เฉยๆ ได้มั้ย
“ฉันกลับล่ะ พรุ่งนี้วันหยุด ไว้ออกไปตกปลากัน แล้วก็........ลุกขึ้นได้แล้ว......”....................
....ชูจิยันตัวขึ้นพรวดพราด ควงตาเรียวยังจ้องไปที่อาคิระอย่างไม่รู้สึกตัว........
อะไรกัน .....น่าจะไม่มีอะไรไม่ใช่เหรอ? เรา...ไม่ใช่อย่างที่ถูกพูดถึงจากคนอื่น ไม่ใช่เหรอ??????????????
“นี่จะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอชูจิ เอาแต่นั่งอยู่อย่างนั้นอ่ะนะ? หรือว่าชอบ”...........พูดจบทำเอาคนฟังหน้าแดงจัด ไม่รู้ว่าโกรธ หรืออะไรกันแน่ .....................
“ถ้าไม่ว่าอะไร งั้น ฉันเผ่นล่ะ บับบาย Konๆ ชูจิคุงงงงงง”
......แล้วสุดท้าย........ห้องรับแขกก็หลงเหลือเพีงความเงียบงันอีกครั้ง ก่อนที่จะ.........................
“อะ...ไอ้.....ไอ้บ้าอาคิร๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา”
...........ตะโกนซะดังขนาดนั้น คนที่อยู่นอกประตู จะไม่ได้ยินคงเกินไปล่ะ.......................
.............................
............
.......
..
.
“นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว”...............อาคิระทักขึ้นทันทีที่เห็นร่างเล็กมาถึงบริเวณริมเขื่อน สถานที่นัดหมายประจำ........
“ก็อยากอยู่หรอก แต่กลัวโดนหาว่าใจร้ายอีก”
“เหรอ...นึกว่าจะโกรธฉันหัวฟัดหัวเวี่ยง แล้วก็เกลียดขี้หน้ากันไปซะอีก”.......พูดให้นึกกันอีกจนได้..............
“.....................................”..................พูดอะไรไม่ออก........
“เอ๊า อย่าเสียเวลาเลย มาตกปลากันดีกว่า นี่ๆๆ ฉันเตรียมเบ็ดกับเหยื่อมาให้แล้ว”
อาคิระเปิดกล่องใส่เบ็ดและเหยื่อ แต่พอเห็นของข้างใน ชูจิก็ไม่รู้จะหัวเราะหรืออยากด่าคนๆ นี้ดี
“ตกให้ตายก็คงมีปลามากินหรอก ใช้ปลาหมึกแห้งๆ มาตกอย่างงี้น่ะ”
“ก็เหยื่อเป็นๆ มันน่าสงสารออก....โดนจับแล้ว ยังต้องมาตายเพราะปลาอื่นอีก......”..........ทำหน้าเศร้าซะน่าสงสาร
“งั้นก็ ลองดูซักตั้งก็ได้ ไม่แน่ ปลาอาจจะชอบรสชาติใหม่ๆ ก็ได้มั้ง”..............
...........เสียงหัวเราะที่ประสานกัน ดังขึ้นอีกครั้ง........ได้กลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างนี้ ต่อให้เจอเรื่องอะไร จะไม่ดึงให้มันมาเป็นปัญหาอีกเด็ดขาด.................แต่อย่างน้อย ชูจิขอแค่ได้รู้คำตอบจากเรื่องบางเรื่อง ที่ยังคาใจจนถึงตอนนี้................
ช่วงเวลาสนุก มักผ่านไปเร็วเสมอ........พระอาทิตย์ลดตัวต่ำลงเรื่อยๆ พร้อมกับแสงแดดที่อ่อนแรงลงเช่นกัน.................
“ได้แต่อะไรมาก็ไม่รู้”...................ชูจิหยิบเศษไม้ขึ้นมาดูก่อนโยนมันทิ้งลงไปในถังขยะข้างๆ
“เอาน่า แต่ว่า ก็สนุกดีใช่มั้ยล่ะ? อย่างน้อยก็ได้ออกมาตกปลากัน ไม่ได้เล่นอย่างนี้นานแล้วนี่เนอะ”
“นั่นสิ”..............ชูจิลุกยืนก่อนทอดมองออกไปยังพื้นทะเลกว้าง...........กำลังค้นหาอะไรซักอย่างที่ขอบฟ้าไกลนั่น..........
“เอ่อ...อาคิระ”...............เอ่ยขึ้น แต่ไม่คิดจะหันมองคนที่ยืนอยู่ข้างกัน....................
“ถามจริง เรื่องเมื่อวาน....................”.............ยังไม่ทันพูดจบ เจ้าของชื่อกลับเอามือปิดปากบางเสียสนิท
“จุ๊ๆ เมื่อวานก็คือเมื่อวาน วันนี้เค้าไม่ถามกันแล้ว”...........ทำสายตากวนๆใส่..........
“ไม่จำเป็นต้องรู้เหตุผลว่าทำไมหรอกนะชูจิ เอาแค่ว่า จะยังไงก็ตาม ฉันก็ยังเหมือนเดิม ยังเป็น คุซาโนะ อาคิระ เช่นเดียวกับที่ฉัน อยากให้นายเป็นนาย....เป็น คิริทานิ ชูจิ....ที่ใจร้ายยยยยย ที่สุดในโลก”
“อ้าววววว อาคิระ ปากดีนิ่ .....เป็นเหยื่อแทนปลาหมึกแห้งไปแล้วกันนะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!”...................
..............เสียงหัวเราะที่ดังอยู่บนเขื่อนริมทะเล........กับแดดยามเย็นที่ฉาบแสงลงทั่วพื้นน้ำ ..........และคนสองคน.........จะอีกนานแค่ไหน .....เท่านี้....ก็เพียงพอแล้ว..............
มี ชูจิ
มี อาคิระ
รับรู้กัน เพียงสองคน
.......................เกินพอ.....เพียงพอแล้วจริงๆ................................
.......................................
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
(แถมๆ...............................)
คุณคิดว่า ความลับ จะมีในโลกหรือ?
.................ภายในห้องรับแขก..........ลูกชายคนเล็กของบ้านคิริทานิ กำลังนั่งเล่าเรื่องราวในบ้าน ให้กับแขกพิเศษของครอบครัว อย่างเบาๆ และ ลับๆ (???)..............................
“นี่ๆ พี่อาคิระ รู้เปล่า พอผมพูดถึงชื่อพี่เข้าหน่อยนะ พี่ชูจิก็เดินหนีเข้าห้องไปเลย”....กระซิบกระซาบให้ได้ยินกันแค่ 2 คน
“เหอะ เค้าคงไม่อยากจะเห็นหน้าล่ะมั่ง”..............พูดพลางพะยักพะเยิดหน้า แบะปากล้อเลียนไปทางประตูห้องๆ หนึ่ง
“ผมว่า พี่ชูจินะ เค้าต้องคิดมากกับเรื่องที่ผมบอกไปเมื่อหลายวันก่อนแน่ๆ เลย”
“เห? เรื่องอะไรน่ะ?”..........อยากรู้ขึ้นมาทันที
“ก็.....เรื่องที่เพื่อนผม หาว่า พี่ 2 คนเป็นโฮโม”
“เฮ้ย จริงสิ”.........เผลอส่งเสียงดังจนโคจิต้องกระโดนตะปบปากอิ่มๆ เข้า
“เจ็บนะเฟ้ย”........ต่อว่าทันทีที่มือเล็กๆ เปิดออก
“ก็อย่าเสียงดังสิ นี่ๆ จะฟังต่อมั้ย?”
“แน่ล่ะ รีบๆ เล่าเร็วเข้า เกิดชูจิออกมาเจอ เดี๋ยวอดฟังกันพอดี”.................กระเถิบเข้ามานั่งชิดๆ กับโคจิ เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ.................
....
.......
..........
...................ที่แท้ ที่เปลี่ยนไปเพราะว่า เรื่องแค่นี้เอง.......................
..................ก็แค่โดนเพื่อนโคจิมองว่าเป็นโฮโม...............
.................แต่ว่า มันก็เพราะแค่.......เราคงดูเหมาะสมกันมากเกินไป....................
........ก็แค่นั้นเอง.............
“นี่พี่อาคิระ ถามจริงเหอะ พี่ 2 คนเป็นกันจริงๆ ป่ะ?”..........ถามอยากรู้อยากเห็น
“อืม...เป็นรึเปล่าน่ะเหรอ?”..............ทำท่าคิด....................
“ลีลาเป็นบ้าเลย บอกมาเถอะน่า.....” เขย่าตัวอาคิระซะหัวสั่นหัวคลอน
“.....งั้น ถ้าบอกว่า เป็น ล่ะ นายจะว่าไง.....”
“พูดจริงป่ะเนี่ยะ?”
“คิดว่าจริงมั้ยล่ะ?”..................ส่งสายตาจริงจังซะจนโคจิถอยกรูด................
“ถ้า...ถ้าเป็นอะนะ.....................”......กลืนน้ำลายฝืดคอ........ “ถ้าเป็น...เอ่อ ก็ ก็ไม่รู้ดิ่ ยังบอกไม่ได้หรอก”
“อะไรกันนะ นายนิ่”.............หัวเราะออกมาเบาๆ
“แล้วสรุปเป็นมั้ยเล่า จะได้คิดออกไงว่า เป็นยังไง”
“ไม่ได้เป็นหรอกน่า......พี่นายไม่ได้เป็นโฮโม สบายใจได้”.............ตบลงที่บ่าเล็กๆ ของโคจิเป็นเชิงรับประกัน
“ค่อยยังชั่วหน่อย...............”
“แต่ว่านะ บางที.......ฉันอาจจะเกิดชอบชูจิ หรือไม่ก็ ชูจิ อาจจะเกิดชอบฉันขึ้นมาขึ้นมาจริงๆ ก็ได้”
“อ้าวก็ไหนว่า ไม่เป็นไง”.............โคจิได้แต่เกาหัวแกรกๆ อย่างไม่เข้าใจ
“คนเราชอบกัน ถึงจะผู้ชายเหมือนกัน แต่ถ้าชอบกันนะ เค้าไม่เรียกว่าโฮโมหรอก เอาเป็นว่า ไว้ถ้าโตไปแล้ว นายบังเอิญเจอคนที่ถูกใจแล้วดันเป็นผู้ชายเข้าอ่ะนะ ก็จะรู้เองแหละ”.............พูดด้วยดวงตาที่เจิดจ้าซะเหลือเกิน
“โอยยผู้ใหญ่นี่มันเข้าใจยากกกก จริงๆ เลย......เลิกคุยเรื่องนี้ดีกว่า นี่ๆ ว่าแต่คงไม่ได้จะมาแค่คุยกับผมหรอกนะ”.......
“ทีแรกก็ว่าจะอยู่ไม่นานหรอก แต่มาถึงขนาดนี้แล้ว นายช่วยเรียกชูจิให้ทีก็แล้วกันนะ”
“ก็ไปเรียกเองสิ ห้องก็เคยเข้าๆ ออกๆ บ่อยไป”
“เอาน่า...ช่วยๆ กันหน่อยสิ พี่นายจะได้อารมณ์ดีขึ้นไง”................ช่วยได้จริงๆ เรอะ?................
“งั้น รอแป๊บนึงก็แล้วกัน เคลียร์กันให้รู้เรื่องล่ะ เดี๋ยวจะเปิดทางให้”................ถึงจะเด็กแต่ก็แก่แดดใช่เล่นเหมือนกันนะ......
“Thank you” นั่งแผ่หลาที่โซฟาอย่างสบายอารมณ์ มองดูโคจิที่หอบการบ้านเดินไปที่หน้าประตูห้องๆนั้น............................
..........โคจิ คงยังให้คำตอบไม่ได้หรอกว่า ถ้าเกิดพี่ชายกับเพื่อนเป็นอะไรกันขึ้นมา จะรู้สึกยังไง............แต่อย่างน้อยก็มั่นใจขึ้นมาแล้วว่า พี่ชายคงไม่ได้เป็นโฮโมตามที่อาคิระยืนยัน
แต่สำหรับงานนี้..........โคจิก็คงพลาดไป 1 เรื่องเข้าให้แล้ว.......................
...............เพราะ ถึงชูจิไม่เป็น...แล้วอาคิระล่ะ?...............ยังไม่ตอบคำถามนั้นเลยไม่ใช่เรอะ?...........................
.............................
............
.......
..
.
คุณเคยได้ยินตำนานเรื่องสุนัขจิ้งจอกจอมขี้แกล้ง ที่ชื่อ - อาคิระ- มั้ย???............
AROMA
...แถบชานเมืองย่านที่อยู่อาศัย...รถแท็กซี่ที่กำลังให้บริการผู้โดยสารขับตรงเข้ามายังถนนสายเล็กตัดผ่านบ้านเรือนจนเข้ามาถึงเขตที่รายล้อมไปด้วยแมนชั่นราคาแพง
รถแท็กซี่คันดังกล่าวจอดนิ่งเมื่อมาถึงที่หมาย...เมื่อรถหยุดสนิท ชายหนุ่มที่โดยสารมาเปิดประตูก้าวลงจากรถอย่างรวดเร็ว......ดวงตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้แว่นสีชา มองผ่านขึ้นไปยังชั้นหกของตัวอาคารที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า ......แสงไฟที่ส่องสว่างออกมาจากห้องๆ หนึ่ง บ่งบอกให้รู้ว่ามันไม่ได้ถูกปล่อยทิ้งไว้ อย่างไร้คนดูแล...
ทันทีที่ลิฟท์เปิดออก ร่างเล็กรีบก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ... คาเมะไม่รู้ตัวหรอกว่า ทำไมเขาจะต้องเร่งรีบขนาดนี้ ทั้งๆ ที่มาถึงแล้วแท้ๆ...แต่พอได้รับรู้ว่ามีคนกำลังรออยู่ ในหัวใจก็เต้นกระทั้นขึ้นจนแทบทนไม่ไหว...อาการของการโหยหาในบางสิ่งที่ต้องห่างหายกันไป ...จริงแล้วมันเป็นอย่างนี้นี่เอง...
....ความสูงของอาคารที่ไม่ได้มากมายอะไร ทำให้เพียงแค่อึดใจก็ขึ้นมาถึง .... ร่างเล็กรู้สึกยังแรงสั่นเบาๆ ของลิฟท์ที่กำลังจะหยุดเคลื่อนไหว เมื่อลิฟท์เลื่อนเปิดออก คาเมะเดินผ่านด้านหน้าเลียบไปยังทางเดิน ระหว่างห้องพักที่ทอดตัวยาวออกไปไม่ไกล นาฬิกาข้อมือ บอกเวลาทุ่มตรง เวลา 24 ชั่วโมงที่จะได้กลับมาที่นี่ คงมีค่าสำหรับเขาในตอนนี้มากมายเลยทีเดียว
ร่างเล็กพาตัวเองพร้อมกระเป๋าสัมภาระขนาดย่อมมาจนถึงห้องด้านในสุดของชั้น...มือเรียวกดกริ่งลง ครั้ง 2 ครั้ง พอให้คนภายในได้รับรู้ ไม่มีเสียงโฟนอินเอ่ยถามใดๆ กับผู้มาเยือน แต่เปลี่ยนเป็นเสียงปลดล็อค และเปิดประตูต้อนรับให้เข้ามาในห้องๆ นี้.....
“กลับมาถึงโตเกียวไวกว่าที่คิดนะ” เจ้าของใบหน้าหวาน ยื่นมือออกไปยื้อสายของกระเป๋าเดินทางเพื่อถือไว้แทนเจ้าตัว แต่คงเพราะความบังเอิญ ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับหัวไหล่มนที่โผล่พ้นจากเสื้อแขนกุดสีเข้ม ยามะพีรู้สึกถึงแรงสะดุ้งน้อยๆ จากร่างเล็ก จนเผลอแสดงรอยยิ้มที่คาดเดาความหมายไม่ได้ขึ้นบางๆ
ไฟในห้องนั้นสลัว...คาเมะอดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมเมื่อมองจากภายนอกถึงได้ดูสว่างไสวนัก ร่างเพรียวบางนำสัมภาระเข้าไปเก็บไว้ในห้องนอน ก่อนเดินตรงยังหน้าต่างเพื่อปิดม่าน บดบังบรรยากาศมืดมิดจากภายนอก
“เป็นยังไงบ้าง? ชั้นเองก็ยุ่งๆ จนไม่ได้โทรหาเลย เหนื่อยมากมั้ย?” ยามะพีเอ่ยขณะรั้งมือนุ่มให้นั่งลงบนโซฟาด้วยกัน คนถูกถามทำเพียงส่ายหน้า ก่อนปล่อยลมหายใจแรงๆ ราวกับมีเรื่องอึดอัดอยู่มากมาย ยามะพีเลือกที่จะกดปิดโทรทัศน์ที่เขาเปิดดูรายการไร้สาระค้างไว้เมื่อครู่ลง แล้วเปลี่ยนมาให้ความสนใจกับร่างที่เอาแต่นิ่งงันไร้คำพูดจา...
“พูดมาสิคาเมะ....ฉันรอฟังอยู่” ดวงตากลมโตนั้นจ้องมองราวค้นหา...ยามะพีรู้สึกถึงความอึดอัดใจนั้นได้เป็นอย่างดี...คาเมะถอดแว่นที่ตนใส่มาตลอดการเดินทางออก...เผยให้เห็นใบหน้าสวยคมยิ่งกว่าผู้ชายทั่วไป และรอยคล้ำบางๆ ใต้ดวงตาที่เกิดจากการโหมงานอย่างหนักตลอดช่วงหลายสัปดาห์ก่อน...
“โทโมะ.......วันนี้ชั้นทำไม่ดีใส่แฟนคลับอีกแล้ว” น้ำเสียงที่ฟังดูเหนื่อยอ่อนดังขึ้นเบาๆ ...คาเมะก้มหน้าหลบสายตาของคนที่สอนให้เขารู้จักความอ่อนโยนและอดทนอย่างรู้สำนึก...ใครๆ ต่างก็ทราบกันดีว่าคาเมะนาชิ คาซึยะคนนี้ ห่ามและโผงผางมากขนาดไหน เช่นเดียวกับที่ใครๆ ต่างรู้ว่า ยามาชิตะ โทโมฮิสะ เป็นจอมเอาแต่ใจอันดับหนึ่ง...แต่คนที่ชอบเอาแต่ใจคนนี้ กลับสุขุมและเยือกเย็นในจุดยืนของตัวเอง และสอนให้เด็กงี่เง่าอย่างเขา รับรู้ว่าจุดยืนที่ได้มาอยู่ร่วมกันนั้น ควรจะวางตัวอย่างไรจึงเหมาะสม...แต่เขาก็ยังพลาด...พลาดอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า คราวนี้อีกก็เช่นกัน คาเมะลืมตัวตะคอกใส่แฟนเพลงที่มารอรับตรงสถานีรถไฟ....เขารู้ดีว่ามันไม่ควร...รู้ว่ามันไม่น่าจะทำเลย แต่การที่เขา อยากรีบกลับ...อยากได้เวลาส่วนตัว...อยากที่จะได้พบกับคนที่เขารักไวๆ จนทำให้แสดงอาการออกไปแบบนั้น ถ้าหากสามารถเพิ่มทุกวินาทีที่มีค่าขึ้นมาได้บ้าง ก็น่าจะแลกกันอยู่ไม่ใช่หรือ?....
...แต่คาเมะกลัวเจ้าของริมฝีปากอิ่มนี้โกรธ...ตอนที่หนีขึ้นรถแท็กซี่มาแล้ว เขาเพิ่งจะมานึกถึงสิ่งที่คนข้างกายมักพูดเตือนอยู่เสมอๆ เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากันอย่างนี้ และสารภาพการกระทำออกไป จึงรู้สึกหวั่นเกรง กับการที่อาจจะถูกคนรักตำหนิติเตียน...
แต่ยามะพีกลับทำเพียงลูบลงที่ศรีษะของเขาแผ่วเบา...เกลี่ยเส้นผมสีอ่อนสว่าง มิให้บดบังดวงหน้าเรียวสวย...ยามะพีอ่อนโยนจนคาซึยะต้องเงยหน้าขึ้นสบสายตา และพบเข้ากับรอยยิ้มบางๆ นั่นอีกครั้ง ซ้ำยามะพียังพูดปลอบประโลม ต่อความรู้สึกผิดในการกระทำที่เกิดขึ้นนี้อีก...
“ไม่เป็นไรคาเมะ......ไม่เป็นไรนะ.....ฉันเข้าใจ.......”
“ตำหนิฉันเถอะ......ถ้านายเอาแต่ให้ท้ายฉันแบบนี้ ฉันอาจจะได้ใจ”
“ไม่หรอก...ทุกคนรู้ว่านายเหนื่อย ดูสิ ล้าจนจะล้มทั้งยืนแบบนี้ ยังจะให้คาเมะยิ้มร่า หรือ หยุดรอให้แฟนๆ เข้ามารุมล้อมงั้นน่ะหรือ? อย่าคิดมาสิ ฉันเชื่อว่า แฟนๆ ต้องเข้าใจนายนะ”
...แปลกมั้ย? ทั้งที่แค่ได้ฟังคำพูดไม่กี่คำ หัวใจก็รู้สึกสบายขึ้นอย่างประหลาด...
“อย่างเพิ่งกังวลอะไรในตอนนี้เลย พักผ่อนก่อนเถอะ”
คาเมะเชื่อฟังอย่างว่าง่าย เลือกเอนกายลงแนบกับโซฟานุ่ม ยามะพีลุกขึ้นจากตรงที่เขานั่ง ก่อนจับขาของคาเมะวางลงแทนที่...
“จะนอนที่นี่เหรอ?”
“อือ” คาเมะตอบสั้นๆ ก่อนที่จะพักสายตาลงจากทุกสิ่งชั่วคราว...
“พักผ่อนนะ เดี๋ยวชั้นออกไปข้างนอกซักพัก...หลับให้สนิท ตื่นขึ้นมานายจะได้สบายขึ้น”
คาเมะฟังคำบอกเหล่านั้นไม่ได้ชัดถ้อยชัดคำนัก แต่ก็เลือกที่จะส่งเสียงอือออตอบรับออกไป ก่อนที่จะหลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทราโดยไม่รับรู้อะไรใดๆ อีก...
.
.
.
.
.
...คาเมะไม่รู้ตัวว่าเขาหลับไปนานแค่ไหน แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกตัวตื่น คงเป็นกลิ่นอายหอมๆ ที่โรยตัวอยู่ทั่วทั้งห้อง...
บรรยากาศโดยรอบตัวของเขา มีเพียงแสงจากเปลวเทียนที่ส่องสว่าง...กลิ่นหอมที่โชยอยู่โดยรอบ คงมาจากเทียนเหล่านี้ที่จุดอยู่ตามที่ต่างๆ ของห้อง...คาเมะรู้สึกคุ้นกับมัน...แต่ในเวลานั้นเขาเลือกที่จะสนใจกับการหายตัวไปของยามะพีมากกว่าสิ่งอื่น ซักพักคนที่มองหาก็เดินออกมาจากห้องอาบน้ำ ในมือของยามะพีมีขวดสีเข้มเล็กๆ อยู่...ร่างเพรียววางมันลงยังชั้นวางของ...เดินตรงเข้ามายังที่คาเมะนั่งอยู่ และยื่นมือออกให้คาเมะจับเอาไว้...
“ไปอาบน้ำเถอะ กลับมาเหนื่อยๆ ทั้งที่ ...ได้ทำสปาคงดีไม่น้อยเลยนะ”
“สปา?” คาเมะทวนคำพูดอีกครั้ง...และได้รับการพยักหน้าแทนคำตอบ
“ระหว่างที่นายไม่อยู่ มีคนแนะนำมาน่ะ ฉันเลยลองซื้อมาทำดู”
ตอนที่คาเมะกลับมา ก็รู้สึกถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ อยู่บ้างเหมือนกัน แต่ในเวลานั้น เ-าเหนื่อยเกินกว่าที่จะเอ่ยถามอะไร ออกไป...
ยามะพีดึงร่างเล็กเข้ามาในห้องน้ำ ก่อนจัดการถอดเสื้อผ้าให้...
“เอ่อ ..... ฉันจัดการเองดีกว่ามั้ย? ลำบากโทโมะเปล่าๆ”
“เกรงใจกันแค่นั้นหรอกหรือ?”
ยามะพีพูดราวกับเดาใจได้ จริงอยู่ที่คาเมะไม่ใช่แค่เกรงใจ เพราะความรู้สึกขัดเขินนั้นมีอยู่ไม่น้อยเลย...
คาเมะปล่อยให้ยามะพีถอดเสื้อของเขาออกอย่างไม่กล้าขัดใจ เมื่อเห็นสีหน้ากระตือรือร้นที่จะทำให้แล้ว ไม่อยากจะพูดขัดอะไรออกไปเลย ใบหน้าขาวๆ เปลี่ยนสีขึ้นเล็กน้อยเมื่อถูกอีกฝ่ายแตะต้องเข้าแถวๆ เข็มขัด...คาเมะเผลอรั้งตัวเองออก บอกห้ามปรามยามะพีก่อนที่จะช้าไปกว่านี้
“เอ่อ...ให้ฉันจัดการเองเถอะ...โทโมะ”
“งั้นก็ตามใจ”
ยามะพีละจากเขาไปแล้ว และเอาแต่ง่วนกับการทดสอบอุณภูมิของน้ำที่อยู่ในอ่าง แต่ถึงอย่างนั้น คาเมะก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจ จะว่าไปแล้ว ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นกันและกัน แต่คราวนี้รู้สึกแปลกเหลือเกิน ตัวเองก็ไม่ใช่คนที่เก้อเขินกับเรื่องเพียงแค่นี้...แต่สำหรับวันนี้...แปลกไปจริงๆ...
ร่างกายของคาเมะไร้สิ่งใดปกคลุมแล้ว ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กพันรอบเอวแทนที่ ยามะพีลากตัวคนที่เอาแต่ยืนนิ่งให้ก้าวลงไปในอ่าง...ร่างเล็กแช่กายลงไปในน้ำอย่างว่าง่าย โดยถูกห้อมล้อมตัวด้วยกลีบของดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ลอยเกลื่อนอยู่....
“กลิ่นกุหลาบเหรอโทโมะ?”
“อืม.... - กลิ่นกุหลาบแดง - ”
ยามะพีนั่งลงที่ขอบอ่างสีขาว กางเกงผ้ายืดที่สวมใส่อยู่เปียกน้ำอุ่นที่ล้นออกมาน้อยๆ ... คาเมะมองมือเรียวชะโลมอ่อนๆ ด้วยน้ำมันก่อนเอื้อมแตะลงที่บ่าของเขา... ยามะพีนวดลงเบาๆ ออกแรงพอให้รู้สึกสบาย ทีแรกคาเมะก็ดูเหมือนจะเกร็งๆ กับการกระทำของยามะพี แต่เมื่อนานเข้า ความสบายก็มาแทนที่ความรู้สึกประหม่าเคอะเขิน......
“ดีรึปล่าวคาเมะ?” เสียงขึ้นจมูกที่เอ่ยถามทำเอาคนฟังตื่นจากภวังเคลิบเคลิ้ม...
“อืม...ก็รู้สึกสบายนะ...ว่าแต่โทโมะล่ะ เมื่อยรึปล่าว?”
“ไม่หรอก...ดีที่นายรู้สึกสบายขึ้น...เล่นละครเวทีแบบนั้นเหนื่อยไม่ใช่เล่นนิ่”
“เป็นธรรมดา ที่สำคัญก็เครียดด้วย...ฉันกังวลว่าจะเอนเตอร์เทรนคนดูไม่ได้เท่าที่ควรน่ะ”
“เหนื่อยหน่อยนะ แต่ยังไงวันนี้ก็ได้พักแล้ว วางตัวสบายๆ เถอะ นายจะได้พักผ่อนเต็มที่”
ยามะพีจะรู้บ้างมั้ยนะ? ว่าการที่คาเมะได้กลับมาที่นี่ เป็นอะไรที่สบายใจอย่างที่สุดแล้ว...ไม่ว่าต่างฝ่าย จะไปที่ไหนมา...ทุกครั้งที่ได้กลับมายังห้องๆ นี้ ทุกครั้งที่ได้กลับมาพบกัน ความรู้สึกที่ว่าสงบและเป็นสุขมักเกิดขึ้นเสมอ ได้อยู่ในที่ๆ มีเพียงเค้ากับคนที่รักมากขนาดนี้...ไม่มีสิ่งไหนที่จะวิเศษเกินกว่าอีกแล้ว...
“อะ....โทโมะ” คาเมะอุทานขึ้นเบาๆ เมื่อมือของยามะพีเริ่มเลื่อนต่ำลงมาจากบ่า มือเรียวลูบไล้เขาอยู่ใต้ผิวน้ำอุ่นๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ ดูจะกำซาบลึกเข้าสู่ความรู้สึกมากขึ้น พอๆ กับหัวใจที่ตอนนี้เต้นรัวจนคาเมะต้องข่มตาห้ามปรามตัวเอง...
“...เอ่อ โทโมะ ฉันขึ้นดีกว่า นานมากแล้ว...” คาเมะรู้ตัวดีว่าเขากำลังถูกกลั่นแกล้ง ลมหายใจร้อนๆ ส่งผ่านคลอเคลียอยู่ริมใบหู ยามะพีก้มหน้าลงมาใกล้ คนที่กำลังปิดดวงตาเพื่อข่มความรู้สึกบางอย่างไม่ให้โหมกระพือไปมากกว่านี้.........คาเมะไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง ความรู้สึกที่ค่อนข้างสับสน แต่ในความว้าวุ่นนั้น กลับรู้สึกปลอดโปร่งอย่างประหลาดควบคู่กัน...
“อีกเดี๋ยวก็ได้... ชั้นนวดนายยังไม่เกิน 15 นาทีเลยนะ จะให้พอแล้วเหรอ ของอย่างนี้ ไม่ได้รู้สึกสบายกันรวดเร็วขนาดนั้นหรอกนะ”
...แน่ใจหรือ? ถ้าเป็นอย่างที่พูดจริง ทำไมความรู้สึกถึงได้ปั่นป่วนขนาดนี้?....คาเมะมองตามมือเรียวที่ลูบไล้ลงบริเวณต้นแขนรวมไปถึงยังเนินอกบาง แรงกดเน้นย้ำทำให้ความรู้สึกบางอย่างแทบรั้งเอาไว้ไม่อยู่ ความรู้สึกที่ว่าเพลิดเพลินในคราวแรก ถึงตอนนี้ กลับมีสิ่งอื่นเข้ามาแทรกจนรับรู้ในสิ่งเดิมๆไม่ได้อีกแล้ว คาเมะหันมองสบตากับคนที่นั่งอยู่บนขอบอ่าง มือของตัวเองที่เคยปล่อยทิ้งไปตามอารมณ์ ตอนนี้จับยึดที่ข้อมือบางอย่างจงใจ...
...คาเมะจูบลงเบาๆที่แขนของยามะพี เป็นเพียงสัมผัสแตะต้องที่ย้ำเตือนให้รู้ถึงความรู้สึก สำหรับยามะพีแล้ว ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนรัก ที่เขากำลังบริการเป็นอย่างดีให้ จะว่าไป เขาเองก็แอบจงใจจะให้เป็นแบบนั้นอยู่ลึกๆ...
“โทโมะ...”
“...รู้สึกเหรอคาเมะ...”
“...อะ...อืม....” ไม่รู้จะตอบรับยังไง ...อับอายกับการที่อยู่ดีๆ กลับคิดไปเลยเถิด...
“แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ?” ยามะพีย้อนถาม...ทำไมเขาจะดูไม่รู้ว่าคาเมะต้องการอะไร ทุกอย่างบ่งบอกได้จากริมฝีปากบางที่เม้มเข้าหากันราวกับทรมาน ยามะพีนึกย้อนถึงสรรพคุณของอโรม่าตอนที่ตนไปหาเลือกซื้อ...ทั้งที่เลือกไว้สำหรับผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานได้แล้ว แต่เมื่อมาเจออโรมาขวดนั้นเข้า กลับต้องแปลกใจกับคำแนะนำที่ระบุเอาไว้ชัดเจน...
Red Rose
Scent: floral
Effect: aphrodisiac
Use for: Sex drive, insomnia, depression, relaxation
( กุหลาบแดง ::
รูปแบบกลิ่น :: ดอกไม้
คุณสมบัติ :: กระตุ้นอารมณ์
ใช้สำหรับ :: กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ แก้ไขสภาวะนอนไม่หลับ ซึมเศร้า...และคลายเครียด....)
คนที่ไม่เคยเชื่ออะไรง่ายๆ อย่างเขา ใครจะคิดว่าอโรม่าจะออกฤทธิ์ได้รวดเร็วถึงขนาดนี้ แม้ไม่ได้รุงแรง ไม่ได้เร่งเร้า...แต่ เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาบหวามและเย้ายวน...
...แต่สำหรับคาเมะ ในตอนนี้คงไม่อาจเดาได้แล้วว่า ความรู้สึกพุ่งพล่านนี้เกิดขึ้นจากอะไร...ดวงตาเรียวกำลังพร่ามัว...มือที่จับต้องลงที่ข้อมือของยามะพีนั้นเน้นหนักและออกแรงบีบมากขึ้น...ยามะพีตัดสินใจรั้งร่างเล็กขึ้นจากอ่างน้ำอุ่น...แรงโน้มถ่วงอันเกิดจากน้ำที่ซัมซับไว้ ทำให้ผ้าขนหนูผืนเล็กที่พันอยู่รอบเอวคอดเลื่อนลงจนหมิ่นเหม่...
“ไหวมั้ย?”....ยามะพีเอ่ยถาม แต่กลับไม่มีคำตอบให้ได้ยิน ... นอกเสียจากเสียงลมหายใจเข้าออก...
“ไม่เป็นไรแล้วโทโมะ” เอ่ยหลังจากที่ทรงตัวอยู่ได้ คาเมะสูดลมหายใจเข้าออกแรงๆ เพื่อปรามบางสิ่งที่คุกรุ่นอยู่ในใจ ก่อนเดินตรงไปที่ประตูเพื่อเปิดออกไปยังภายนอก...
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้นในเวลานี้ แต่ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้ต่อไป คาเมะรู้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น
“....คาซึยะ...”
...เสียงเรียกแผ่วเบานั้นทำให้คนฟังหันกลับมอง ยามะพีถอดเสื้อที่เปียกชื้น ก่อนเดินตรงมายังร่างเล็กที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าบานเลื่อนฝ้ามัว ยามะพีดันตัวของคาเมะจนติดกับประตูกระจกเบาๆ ริมฝีปากอิ่มจูบลงที่ปากบางรุนแรง จนคาเมะเปล่งเสียงคัดค้านในลำคอ แต่ค้านได้เพียงครู่เดียว เพราะหลังจากนั้นตัวเองกลับเป็นฝ่ายดึงดัน ที่จะไล่ตามความหอมหวานราวกลิ่นกุหลาบนั้นเสียเอง...
...ผ้าขนหนูผืนเล็กเลื่อนหลุดลงสู่พื้นนานแล้ว คงนานพอๆ กับที่ยามะพีโอบอุ้มคาเมะเอาไว้ มืออุ่นสัมผัสผ่านกับความร้อนผ่าวที่ไม่ต่างกัน คาเมะจับไหล่ของยามะพีไว้แน่น บีบเกร็งลงเมื่อรู้สึกถึงความอัดอั้นที่กำลังจะถูกระบายออกไป ความรุนแรงของการสัมผัสเพิ่มตามห้วงอารมณ์ที่ทะยานสูงขึ้น คาเมะสั่นสะท้านไปทั้งตัว ในทันทีที่ได้ปลดปล่อย...แต่แน่นอนว่ามัน...ไม่ได้สูญหายไปหมดสิ้นแค่ภายในคราเดียว...
“.....โทโมะ...” ...เสียงแหบพร่าเรียกชื่อของคนรักอย่างมีความนัย ดวงตากลมโตจ้องมองประสานกลับ คาเมะจับมือของโทโมะที่ยังชุ่มไปด้วยรักของเขาขึ้น ริมฝีปากบางไล้จูบ ดูดกลืนความรู้สึกทั้งหมดของตัวเองที่ยามะพีกักเก็บมันไว้จนหมด เจ้าของใบหน้าหวานจ้องมองคนรักในทุกการกระทำ ดูนิ้วมือเรียวที่กำลังจมหายไปกับริมฝีปากของคาเมะทีละนิ้วๆ อย่างลุ่มหลง...ก่อนคาเมะจะเป็นฝ่ายพลิกร่างเพรียวบางลงนาบกับบานกระจกฝ้านั้นแทนที่...
กึกๆ.....กึกๆ.....
เสียงบานประตูสั่นไหว...พร้อมๆ กับการขยับกายของคนสองคน...
...ไม่ไหวแล้ว...คาเมะรู้ดีว่าตอนนี้เขาไม่อาจห้ามปรามตัวเองได้อีก กลิ่นหอมของอโรมายั่วยวนเร่งเร้า ล่องลอยอยู่ทั่วบรรยากาศคุกรุ่น มือบอบบางที่มีพลังนั้นแทรกผ่านเข้าไปในกางกางผ้ายืด จับต้องบริเวณสะโพกมนจงใจกระตุ้น จนเจ้าของใบหน้าหวานเผลอเปล่งเสียงใสอย่างวาบหวาม...
“ไหวเหรอ?...เหนื่อยมาไม่ใช่เหรอ?” น้ำเสียงขึ้นจมูกเอ่ยถาม...แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นเพียงจูบรุนแรงที่กดปิดริมฝีปากอวบอิ่ม คาเมะส่งลิ้นนุ่มควานหาความหอมหวานอย่างเอาแต่ใจ ทั้งที่มือเองก็ไม่ได้หยุดการเคลื่อนไหวลงแม้แต่น้อย เสียงหวานประท้วงอยู่ในลำคอ จูบของคาเมะถึงไม่ได้เร้าร้อน แต่หนักหน่วงจนทำเอาคนที่ถูกจูบแทบหมดแรง...เมื่อตักตวงจนพอใจ ริมฝีปากบางจึงคลายออกเพื่อต่างฝ่ายต่างได้แสวงหาอากาศ ก่อนที่จะขาดใจลงไปทั้งคู่ จมูกโด่งของคาเมะซุกไซร้ลงที่ต้นคอระหง กดย้ำตามลงด้วยริมฝีปากครั้งแล้วครั้งเล่า...ลำคอ...ไหล่...หน้าอก...ทั่วทุกทีปรากฎรอยสีจางขึ้นภายในชั่วไม่กี่นาที...
“ที่เตียงเถอะ” ยามะพีขืนกายของคาเมะให้ห่างออก ลมหายใจของทั้งคู่ต่างรินรดกัน ในตอนนั้น จากน้ำในอ่างที่ว่าอุ่น ตอนนี้ คงสู้ความร้อนในกายที่ประทุขึ้นมาไม่ได้...
ยามะพีไม่รู้ตัวหรอกว่ามาถึงที่เตียงได้อย่างไร คงจะคล้ายๆกันกับคนที่ค่อมอยู่เหนือร่างของเขา แสงสีนวลจากเปลวเทียนวูบไหวเมื่อถูกแรงลมหายใจพัดผ่าน กางเกงของยาะพีถูกขว้างทิ้งอย่างไร้ค่าห่างออกไปไกล สองแขนของคาเมะยันกายไว้กับพื้นเตียง เช่นเดียวกับขาของยามะพีที่ตั้งชันขึ้น ต้นขาด้านหลังเปลือยเปล่าอ่อนนุ่มเสียดสีกับหน้าขาแข็งแรงเบาๆ แต่เท่านั้นก็ทำให้ทั้งคู่ตื่นตัวขึ้นได้ง่ายๆ กลิ่นอโรมา เรดโรส อบอวนอยู่ทั่วห้อง กระตุ้นความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายให้เตลิดไปไกล อย่างห้ามไม่อยู่ ยามะพีเลือกวางมือจากเกมส์รักที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอีกฝ่ายว่าจะนำพาเขาไปตลอดลอดฝั่งได้หรือไม่...
...เทียนหอมที่หลอมเหลวจากเปลวไฟ คงคล้ายกับหัวใจที่กำลังหลอมละลายด้วยรสรัก เรียวขาของยามะพีที่พาดอยู่บนไหล่หนานั้นสั่นไหว อันส่งผลมาจากแรงเบียดย้ำของคาเมะ เสียงผิวเนื้อกระทบกัน สะท้อนก้องขึ้นเป็นระยะในห้องสลัว...
“.....ช้าลงหน่อย....คาซึ...ยะ.....”...ยามะพีปรามความร้อนแรงที่ถูกส่งผ่านมา คาเมะเหนื่อยหอบ เขาควบคุมตัวเองให้ทำตามอย่างที่ร่างเพรียวบางว่าไม่ได้ เกินกำลังกว่าจะสั่งจิตใจให้ฉุดรั้งเขาไว้อีกแล้ว คาเมะกระทั้นร่างของตัวเองรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อรับรู้ถึงจุดหมายที่รออยู่เบื้องหน้า เสียงหอบหายใจหนักๆ ของทั้งคู่ดังผ่านความเงียบในห้องนอนกว้าง ก่อนที่คาเมะจะแทรกตัวเองลงในกายของยามะพีเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งที่ได้เคยปลดปล่อยบ้าง แต่ความรู้สึกมากมายที่ทะลักล้นกลับไม่ได้น้อยลงไปจากเดิมเลย แก้มนุ่มๆ ที่ตอนนี้เป็นสีแดงระเรื่อ ทาบทับอยู่บนหน้าอกบาง ร่างกายของคาเมะยังสะเทิ้นกับความรู้สึกที่เพิ่งได้ถูกปลดปล่อยออกไป...
“....โท..โมะ....ขอโทษ”....ริมฝีปากบางพูดรดระอยู่กับผิวเนื้อสีแทนเนียนสวย คาเมะกล่าวยอมรับในสิ่งที่กระทำลงไปอย่างไม่รู้ตัวนั้น...
ยามะพีวางมือเรียวลงบนเส้นผมอ่อนนุ่ม เป็นเชิงบอกว่าตนไม่ได้รู้สึกเคืองโกรธอะไร ถึงจะเจ็บปวดบ้าง แต่ก็เป็นสุขและเป็นสิ่งที่ตัวเขาเองก็ต้องการเช่นกัน...
“เค้าว่าถ้ามีเซ็กซ์หลังจากที่ทำงานมาเหนื่อยๆ มันจะทำให้ปลอดโปร่ง...รู้สึกอย่างนั้นรึปล่าวคาเมะ?”
“ไม่ค่อยนะ...ก็....ยังล้าๆ อยู่เหมือนเดิม...” คาเมะเงยหน้าขึ้นตอบอย่างเก้อเขิน จริงอยู่ที่เขายังไม่ได้ละตัวจากยามะพี แต่กลับรู้สึกว่าจะถูกเรียวขานั้นรั้งไว้ด้วยเสียมากกว่า...
“ไม่ดีนะ ถ้าเกิดเป็นอย่างนั้น ถ้าจะให้ดีล่ะก็ มันต้องสุดๆ กว่านี้สิ”
“เอ๋?” เสียงเล็กเผยออกมาด้วยความสงสัย แต่สิ่งที่พบก็เป็นเพียงรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์จนน่าหวาดหวั่น.............
“เสียของชะมัด...ถึงจะมีผล แต่ก็คงไม่มากเท่ากับรู้สึกด้วยตัวเองล่ะมั้ง”
“พร่ำอะไรอยู่ได้น่ะโทโมะ......อ๊ะ!” ยามะพียันกายขึ้นกระทันหัน ก่อนยึดปลายคางมนช่วงชิงจูบจากริมฝีปากบางรวดเร็วจนคาเมะไม่ทันตั้งตัว ลิ้นอุ่นๆ สอดรัดลิ้นที่นุ่มไม่แพ้กันรุนแรง ทั้งที่กำลังแขนของคาเมะมีมากมายกว่า แต่กับการที่ถูกกระตุ้นโดยไม่รู้ตัวมาก่อนอย่างนี้ ทำเอาเรี่ยวแรงที่มีคล้ายจะถูกดูดกลืนหายไปอยู่ที่ร่างเพรียวบางนั้นเสียหมดแล้ว...
ยามะพีไม่ปล่อยให้คาเมะหันหนี มือเรียวที่มีกำลังไม่แพ้กันยึดศรีษะของคาเมะ ให้น้อมรับริมฝีปากของเขาอย่างว่าง่าย จูบของยามะพีเร้าร้อนและรุนแรง ไม่แปลกเลยที่คาเมะจะเกิดความสับสนขึ้นมาอีกครั้ง ร่างของคาเมะค่อมอยู่บนหน้าขาข้างหนึ่งของยามะพี เมื่อขาเรียวออกแรงยกชันขึ้น ด้านหลังของคาเมะจึงถูกล่วงล้ำสัมผัสกับผิวเนื้อของยามะพีไปโดยปริยาย...
“.....อื้อ~....” เสียงใสต้องท้วงเตือนขึ้นเมื่อรับรู้ว่าอาจต้องขาดอากาศหายใจ หากยามะพียังไม่ยอมปล่อย ริมฝีปากอิ่มบดเบียดริมฝีปากบางที่แดงสด จนแดงช้ำขึ้นไปอีก สองมือของคาเมะผลักยันอยู่ที่อกของยามะพี ส่วนขาที่วางอยู่ในถ้าคุกเข่าก็สั่นสะท้านไปตามที่ยามะพีออกแรงกลั่นแกล้ง...
“...จะเอาคืนกันเหรอ?...” แทบจะหมดแรงพูด แต่ก็ยังไม่วายเอ่ยถาม
“เปล่าซักหน่อย...มันเป็นการถอนรากถอนโคนต่างหาก”
...นอกจากจะเอาแต่ใจแล้ว คนๆ นี้ยังเจ้าเล่ห์มากเสียด้วย คาเมะถูกรั้งเอวได้รูปให้แนบชิดกายกัน ขาทั้ง 2 ข้างของยามะพีกลายเป็นพนักพิงให้คาเมะได้ใช้พยุงร่างกายอ่อนแรง แม้จะผ่านการร่วมรักมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ดูเหมือนเรี่ยวแรงของยามะพีจะไม่ได้ลดลงเลย ผิวที่ถูกชะโลมด้วยน้ำมันบางๆ ก่อนหน้านี้ ขับผิวที่ต้องแสงไฟของคาเมะให้ดูเป็นประกาย ยามะพีใช้มือทั้ง 2 ข้างลูบไล้ทั้วร่างของคาเมะอีกครั้ง ก่อนเลื่อนลงต่ำแนบสัมผัสยังโคนขาด้านใน...
ยามะพีไม่แตะต้องเต็มมือ ทำเพียงแค่ผิวเผินเคลื่อนปลายนิ้วผ่านไปมา จนคนเก่งที่เผลอแอบใช้กำลังไปเมื่อครู่ กลายเป็นฝ่ายเกร็งสั่นจนต้องกัดริมฝีปากของตนเสียแน่น คาเมะเมินหน้าหนี ไม่กล้าสบกับแววตาลุ่มหลงนั้น เขารู้ตัวเองดีว่าต่อให้เก่งยังไง ต่อให้กล้าแค่ไหน สุดท้ายคนที่น่ากอดคนนี้ ก็จะตอบกลับเขามากมายยิ่งกว่าเดิมอีกเป็น2เท่า! ...
...ที่ยามะพีอ่อนข้อให้ เพราะเขารู้ดีเช่นกันว่า คาเมะมักว่าง่ายเมื่อไม่มีแรงจะขัดขืน คราวนี้ก็เหมือนกัน ทีแรกๆ ยามะพีไม่ออกแรงอะไรปล่อยให้เจ้าคนตัวเล็กแข็งขืนอยู่ฝ่ายเดียว การแสดงความรัก ยามะพีไม่เคยขัดหรอกว่าจะเป็นแบบไหน...แต่เมื่อถึงโอกาสที่จะได้คุมเกมส์บ้าง เขาก็ต้องการให้ทั้งตัวเองและคนที่รัก สุดๆ กับมัน จนทำให้ไม่อาจลืมรูปแบบความรักของยามะพีลงได้เลย แม้เพียงซักครั้งเดียว!...
คาเมะเปล่งเสียงแหบพร่าเมื่อรู้สึกถึงความต้องการของตัวเองและของยามะพี ดวงตาเรียวรื้นน้ำตาขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ยามะพียื้อเค้าไว้ ไม่ยอมนำพาไปยังสิ่งที่ปรารถนา ริมฝีปากอวบอิ่มอมยิ้มขึ้นน้อยๆ ชะโงกหน้ากระซิบลงเบาๆ ที่ริมใบหูเรียวเป็นเชิงเร้า...
“อยากได้อะไรจากชั้นคาซึยะ?...เอาอย่างเมื่อกี้ หรือ อย่างไหน?”
“...............................” ...ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน...ยามะพีเอนหลังพิงกับหัวเตียงรอคำตอบ...
“ว่ามาสิคาซึยะ...อย่านานนัก...บอกมาเลย ว่า - ข้างหน้า - หรือ - ข้างหลัง - ....”
คนถูกถามไม่อาจตอบอะไรได้อีก มือเรียวสั่นระริกจับต้องในสิ่งที่ต้องการเอาไว้ กายของยามะพีถูกแทรกเข้าไปในร่างเล็กๆ ด้วยมือของคาเมะเอง แม้สัมผัสได้ว่ายามะพีก็ร้อนจนแทบทนไม่ไหว แต่ยังเทียบไม่ได้กับความระอุที่ฝังตัวอยู่ในตัวของคาเมะ...ทั้งร้อน และดูทรมาน ยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่านัก...
...ร่างเล็กเคลื่อนไหวช้าๆ ราว 3 สัปดาห์ที่ไม่ได้รับการแตะต้องทำให้บีบรัดด้วยตัวเองอย่างทรมาน คาเมะเกลียดนักที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อย่างยามะพี สีหน้าและอาการที่โหยหาความใคร่ของเขา คงไม่น่ามองเอาเสียเลย.....
ยามะพียิ้ม เขายิ้มเมื่อเห็นคนรักกำลังปั่นป่วน คาเมะที่สุขสมกับการเป็นฝ่ายนำพาเขาไป สู่ไม่ได้เลยกับในตอนนี้ ผิวขาวๆ ของคาเมะแดงจัด ริมฝีปากนั้นก็ช้ำจนน่าทะนุถนอม ผิดกับเมื่อกี้ ที่คาเมะเอาแต่ระบายๆ ออกไป อย่างนี้หรอก เขาถึงจะเรียกว่า...มอดไหม้ลงไปได้จริงๆ...
“ท่าจะไม่ไหวละมั้ง...จะให้ช่วยกันก็บอกสิ” ยามะพีพูดแกล้งคาเมะอีกครั้ง เมื่อเห็นร่างเล็กเคลื่อนไหวตัวเองอย่างอ่อนล้า คาเมะทิ้งมือลงกับพื้นเตียง กำผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดเพื่อต้านความรู้สึกเอาไว้ ถึงจะโกรธที่ถูกแกล้ง แต่ปากบางที่กำลังสั่นน้อยๆ กลับพูดในสิ่งที่ตนเองคิดว่าน่าอับอายออกมาจนได้...
“...ช่วย...”
“...ช่วย...ที...โทโมะ...”
...ตุ๊บ...
คาเมะถูกเหวี่ยงลงกับเตียงแรงๆ ก่อนที่ขาทั้งสองข้างจะถูกจับพาดขึ้นบนบ่าของยามะพี...
ทันทีที่แทรกกายลงไป ยามะพีก็ออกแรง ย้ำๆ ซ้ำๆ เคลื่อนไหวจนคนที่นอนอยู่สะท้านไปทั้งร่าง...
คาเมะเอื้อมมือโอบรอบคอของยามะพีไว้ เสียงเครือดังแว่วพร้อมกับเสียงหอบหายใจหนักๆ
ร่างกายที่เคลื่อนไหวหนักๆ ทั้งที่ร่างผอมบาง แต่กลับสะสมไปด้วยความแข็งแรง เรี่ยวแรงของยามะพี มีมากกว่าที่ใครๆ คาดไว้ แต่สำหรับคาเมะ เขารับรู้และเข้าใจในร่างกายของยามะพีมานานแล้ว...
“....อดทน...อีกนิดเถอะนะ...คาซึยะ...” พูดไปทั้งที่ไม่ได้ลดแรงลงเลย
“....โทโมะ.....ฉัน...ย....” ปากบางไม่มีโอกาสได้พูดอะไรอีกเมื่อถูกริมฝีปากอิ่มดูดกลืนลงไปจนสนิทแน่น...
ยามะพีจูบหนักๆ อีกหลายครั้งหลายครา จูบจนรู้ว่าเขาก็รั้งตัวเองไว้ไม่ได้อีก เสียงครางในลำคอของทั้งคู่ดังขึ้นพร้อมๆ กับที่ร่างกายกระตุกสั่น คาเมะเสียดแปลบที่ท้องน้อย ก่อนจะรับรู้ถึง น้ำสีขาวขุ่นจากตนเอง และของยามะพีที่ถูกปลดปล่อยจนซึมเลอะออกมาภายนอก...
ดวงตาของคาเมะปิดสนิท ลมหายใจยังกระทั้น หัวใจเต้นเป็นจังหวะรัว จนยามะพีต้องจุมพิตที่หน้าผากมนเป็นการปลอบประโลม...
ยามะพีทิ้งตัวลงข้างกายของคาเมะ ในตอนนี้คนรักของเขา คงได้ใช้พลังกายและใจไปจนหมดในคราวนี้แล้ว ตี 1.35 นาที เวลาในค่ำคืนนี้ก่อนถึงรุ่งสางยังอีกยาวนานนัก ยามะพีลุกขึ้นดับเทียนที่เริ่มหลอมตัวลงจนใกล้จะหมดเล่ม ของพรรค์นี้เขาไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกต่อไป กลิ่นของอโรมาชั้นเยี่ยมที่เขาค้นพบ ไม่ได้มาจากที่ไหนเลย แต่มาจากกลิ่นอายของความรักที่หอมอบอวลอยู่ทั่วไปนี้เอง...
************************************************
“คาเมะ.....คาเมะนาชิ”
“อ่ะครับ! ว่าไงฮะ ซุบารุคุง”
“อีก 2 ชั่วโมงจะเล่นแล้ว ไม่คิดจะซ้อมบทกันพลาดอีกหน่อยเหรอ?”......
“เอ่อ ครับ ซ้อมก็ได้ฮะ”....หยิบบทที่วางทิ้งข้างตัวขึ้นมาอ่านอย่างรวกๆ
“คาเมะ ถามอะไรหน่อยสิ”
“ครับ?”
“ช่วงที่นายกลับโตเกียวไป ไปไหนมามั่งรึปล่าว?”
“เอ่อ ปล่าวครับ อยู่ที่ห้องตลอด”...พูดไป...หน้าแดงไป
“...อ่อเหรอ....” รุ่นพี่นึกในใจ....คงคิดมากไปเอง
“ทำไมเหรอครับ? ผมมีอะไรปิดปกติเหรอ?”
“ก็ไม่เชิง แต่ฉันว่าดูนาย...ก็สดชื่นขึ้นนะ...แต่ผิดกับเนื้อตัวของนายชอบกล...”
คิ้วเรียวขมวด ไม่เข้าใจในสิ่งที่รุ่นพี่คนนี้จะสื่อเลย
“อีกไม่กี่รอบ ก็จะจบแล้ว ยังไงก็อดทนอีกหน่อยแล้วกัน...ที่สำคัญ พอจบวันแล้วพักซ้อมบ้าง รักษาสุขภาพหน่อย ตานานคล้ำหมดแล้วคาเมะ”
“.....คะ.....ครับ ผมจะพยายาม”
ซุบารุยังคงต่อบทกับรุ่นน้องนักแสดงนำต่อไป...จนเมื่อมีสตาฟนำโทรศัพท์สายด่วนมาให้ยังห้องพัก...
“ยามะพีเหรอ ว่าไง?”
“รออัดรายการ ว่างๆ เลยโทรมาหาน่ะ...แล้วนายล่ะ..ทำอะไรอยู่”
“ต่อบทกับซุบารุคุงอยู่น่ะ อีก 2 ชั่วโมงจะขึ้นรอบแรกของวันนี้แล้ว” เมื่อเอ่ยชื่อไป ก็อดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลงขอโทษรุ่นพี่ที่มีสายเข้ามาในเวลางาน
“เหรอ อีกไม่กี่วัน ก็ได้กลับโตเกียวถาวรแล้วใช่มั้ย”
“อือ ทำไมเหรอ?”
“คาเมะชอบเปเปอร์มิ้นท์มั้ยล่ะ?” หากสามารถมองเห็นหน้าของคู่สนทนาผ่านทางโทรศัพท์เครื่องนี้ได้ ร่างเล็กคงได้เห็นสีหน้าเจ้าเล่ห์เป็นแน่...
“ก็ชอบนะ”
“อืม งั้นไว้กลับมา...ชั้นค่อย สปา เปเปอร์มิ้นท์ ให้นายละกัน”.
...สปา...สปาอีกแล้ว คราวนี้จะเป็นแบบไหน????
แต่เปเปอร์มิ้นท์...คงไม่มีฤกษ์อย่างกลิ่นกุหลาบหรอกมั้ง?
.........คาเมะหันไปสนใจกับการต่อบทละครอีกครั้ง เมื่อวางจากปลายสาย..........
.........ส่วนยามะพีพอเลิกคุยก็หยิบกระเป๋าใบเล็กขึ้น ค้นหาของถูกใจที่เพิ่งได้ติดมือมา............
Peppermint
Scent: sweet, minty, fresh
Effect: refreshing
Use for: nausea, indigestion, sunburn, concentration
And...
...Sex drive...
…..End…...
“อยากนอนกับผมมั้ย?”
ผมหันมองเจ้าของริมฝีปากสวย ที่พูดประโยคนั้นออกมาอย่างไม่เข้าใจ....
คนพูดเพียงยิ้มให้ผม ปลายนิ้วเรียวไล้ลงบนขอบแก้วที่บรรจุไว้ด้วยน้ำสีอำพัน...
“เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน” ผมบอกตามความจริง ในเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ถึงห้านาที เขาเพิ่งจะมานั่งตรงที่ว่างข้างผม
“นั่นเป็นปัญหาสำหรับคุณหรือ?” เขาถามขณะที่เราทั้งคู่เริ่มจะลืมทุกอย่างรอบข้าง และสร้างโลกส่วนตัวของเราสองคนขึ้นมาโดยที่ผมไม่รู้ตัว
“เปล่า แต่ผมแค่คิดว่า เราไม่รู้จักกันเลย” ผมมองหน้าเขา...และมองเลยไปยังริมฝีปาก ที่กำลังแตะลงบนแก้วใส...ทั้งที่จิบเพียงเล็กน้อย แต่เหล้ากลับฉ่ำริมฝีปากบางนั้นจนชุ่ม
“....ผมชื่อ คาซึยะ....ส่วนเรื่องราวมากกว่านี้ของผม ถ้าคุณยอมไปด้วย เราจะได้เรียนรู้กันอีกนาน” เขาเสมองมาทางผมอย่างจงใจ บ่งบอกความปรารถนาสื่อผ่านดวงตาคู่สวย........
เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นหน้า ผมเคยเจอเขาที่ผับแห่งนี้หลายครั้ง แต่เราทั้งคู่ต่างไม่เคยได้พูดคุยหรือนั่งใกล้ชิดกันแบบนี้ จะว่าไปแล้ว อาจเป็นผมเองก็ได้ ที่ไม่เคยสนใจใคร ผมมาอาศัยที่นี่เพียงเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งอาทิตย์เท่านั้น...ไม่เคยพูดคุยกับใครจริงจัง หรือหาเพื่อนแก้เหงา....และไม่เคยมีซักครั้งที่คิดจะหาคู่นอน...โดยเฉพาะ กับผู้ชาย...
“หรือคุณรังเกียจ?” เขาถามระหว่างที่ผมกำลังคิดทบทวนเรื่องของเขา...ผมส่ายหน้า...ทั้งที่ไม่เคยมีอะไรกับผู้ชาย แต่ผมกลับไม่รู้สึกรังเกียจเจ้าของริมฝีปากบางนี้แม้แต่น้อย
“ผมแค่...ไม่เข้าใจ ทำไมถึงเป็นผม” ผมถามตรงๆ ในเมื่อมีผู้คนตั้งมากมายรายล้อมเราทั้งคู่
“เพราะผมเลือกคุณ” เหตุผลง่ายๆ ที่เขาบอก เขาจิบเหล้าในแก้วอีกครั้งและสบตาผมราวกับจะยืนยันในคำพูดนั้น
“คุณไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องการหรือไม่ก็เท่านั้น” เขาพูดย้ำอีกครั้ง ตามจริงแล้วผมเองยังไม่รู้สึกต้องการใคร ถึงแม้จะร้างราเรื่องแบบนั้นมานานพอดู...แต่ถ้าหากจะบอกว่า ผมไม่ต้องการเขาเลย คงไม่ใช่ ในเมื่อสายตาของผมยังคงจับจ้องริมฝีปากของเขาอยู่ตลอด รีมฝีปากบางเฉียบที่มุมปากชื้นด้วยเหล้าบางๆ ทำให้ผมนึกอยากจะใช้มือเช็ดออกให้เขาแผ่วเบา....
แต่ร่างกายดูจะไวกว่าความคิด ผมไล้นิ้วโป้งลงบนมุมปากของเขา เช็ดรอยเครื่องดื่มสีอ่อนออกให้อย่างลืมตัว...
สายเกินกว่าที่ผมจะชักมือกลับ...เขาจับข้อมือผมไว้แน่น และตอบรับผมด้วยปลายลิ้นที่ค่อยๆ ละเลียดบนนิ้วของผมเบาๆ....รอยยิ้มของเขา เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมมองและรับรู้ได้ด้วยสติของตัวเอง ก่อนที่เราทั้งคู่จะเดินออกไปนอกร้าน และผมเองยอมเป็นฝ่ายให้เขา พาไปยังที่ๆ เขาต้องการอย่างง่ายดาย............
.......
..........
.......
........
.....
ผมมานั่งนึกถึงเรื่องราวทั้งหมดในห้องของโรงแรม เสียงน้ำที่ยังคงดังให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ ทำให้รู้ว่าผมไม่ได้เมาจนขาดสติแต่อย่างใด ผมตามเขามายังห้องนี้ ได้อาบน้ำและนั่งลงที่เตียงนี้ เสื้อผ้าของเราพาดอยู่บนพนักเก้าอี้ ผมสวมเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำ....และผมเองก็กำลังรอเขา....
เสียงน้ำฝักบัวเงียบลง ตามด้วยเสียงเปิดประตู....เขาเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดแบบเดียวกับผม...เขานั่งลงบนเตียงข้างกัน ไม่มีเสียงพูดคุย เขาเพียงยิ้ม และจับมือของผมเอาไว้
บรรยากาศในห้องดูอึดอัด ผมไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกรึเปล่า ที่ตามเขามาถึงที่นี่ ..ผมไม่ทันได้ทบทวนอะไรต่อ เมื่อรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นข้างใบหู ผมหันมองเขา หน้าของเราใกล้กันจนผมเผลอหยุดหายใจ ผมปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามความรู้สึก เราจูบกัน ริมฝีปากของเราแนบชิดกัน ปลายลิ้นของเขาเร่งเร้าผมอย่างช่ำชอง จนผมลืมสิ่งที่กังวลก่อนหน้านี้ไปหมด และเปลี่ยนเป็นฝ่ายรุกไล่เรียวลิ้นนั้นเสียเอง......
เสื้อคลุมอาบน้ำของเรา ถูกถอดกองไว้ข้างเตียง ริมฝีปากของเรายังไม่ละออกจากัน ผมพยุงร่างของเขาให้นาบลงกับพื้นเตียง ผมตามลงทาบทับ ร่างกายของเราแนบชิดกันจนไม่เหลือช่องว่าง ริมฝีปากของเรา ยื้อยุดกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ผมจะเป็นฝ่ายละห่างออกมาอย่างเสียดาย....ทั้งที่เพิ่งจูบกับผู้ชายเป็นครั้งแรก แต่น่าแปลกที่ผมกลับรู้สึกดีมากกว่าจูบกับผู้หญิงที่ผมเคยคบมา.....
เราทั้งคู่สบตากัน เขามองลึกเข้ามาในดวงตาของผม ราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง มือทั้งสองข้างของเขา โอบรอบคอผมไว้ ผมรู้ตัวดีว่าถ้าทุกอย่างดำเนินไปไกลกว่านี้ ผมอาจจะหยุดตัวเองไว้ไม่ได้อีก แต่ความคิดทั้งหมดกลับหยุดลงด้วยรอยยิ้มของเขา...รอยยิ้มที่ทำให้ผมลืมความเป็นตัวเอง และปล่อยให้เป็นไปตามการชักนำของเขา.......
...ผมไม่เคยร่วมรักกับผู้ชายมาก่อน แต่ใช่ว่าจะไม่เคยรับรู้ในเรื่องแบบนี้ เมื่อทุกอย่างมาไกลเกินกว่าที่ผมจะฉุดรั้งตัวเองไว้ได้ ความรู้สึกแรกที่ได้อยู่ในร่างกายเขา ความร้อนรุ่มนั้นทำให้ผมห้ามตัวเองอย่างยากลำบาก เขาส่งเสียงครางในลำคอเบาๆ เมื่อผมออกแรงขยับกาย ผมก้มลงจูบเขา ดูดกลืนเสียงร้องที่ยิ่งดังเมื่อผมเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น...เมื่อทุกอย่างดำเนินมาจนถึงที่สุด เล็บของเขาจิกลงบนไหล่ของผมแรง ผมไม่รู้สึกถึงอะไรอีกแล้ว นอกจากความสุขที่เราทั้งคู่มอบให้แก่กัน
.......
..........
.......
........
.....
ผมไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน มารู้สึกตัวอีกทีเพราะนิ้วเรียวที่ไต่อยู่บนกลางอกของผมแผ่วเบา.........
“นอนไม่หลับเหรอ?” ผมถามขณะจับมือเขาไว้แน่น ก่อนกดมือบางให้แนบลงบนอกของผม
เขาซุกตัว เลื่อนศีรษะวางบนแขนของผมแทนหมอนนุ่ม
“คุณรู้สึกดีรึเปล่า?” เขาถามออกมาอย่างง่ายๆ จนผมนึกอยากเห็นสีหน้าตอนถามของเขาเหลือเกิน แต่ผมมองเห็นได้แค่เส้นผมชื้นเหงื่อ ที่ไหวเบาๆ ตามแรงขยับของเขาเท่านั้น
“แล้วคุณล่ะ? เลือกที่จะมีอะไรกับผม แล้วรู้สึกดีเหมือนกันมั้ย?” ผมย้อนถาม เขาเงยหน้าขึ้นมองผม ตอบพร้อมกับรอยยิ้ม
“คุณเป็นยิ่งกว่าที่ผมเคยจินตนาการไว้ซะอีก....ถ้าบอกจะเชื่อมั้ย ว่าคุณทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังมีความรัก”
ผมมองเขาอย่างอึ้งๆ เพราะไม่คิดว่า ตัวเองจะมีอิทธิพลกับใครได้ถึงขนาดนั้น
“คุณเป็นคนแรก ที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้น” เขาพูดต่อขณะขยับศีรษะลงในแบบเดิม....ผมมองเส้นผมสีอ่อนของเขา ผมเข้าใจความหมายของคำว่าคนแรกของเขาดี การได้ร่วมรักกันทำให้ผมรู้ว่า ผมไม่ใช่ผู้ชายคนแรกของเขา และนั่นทำให้ผมรู้สึกเจ็บที่หัวใจขึ้นมาเสียดื้อๆ
“ผมยังไม่รู้ชื่อของคุณเลยนะ” เขาพูดขึ้นมาทำให้ผมนึกได้ และรู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาทมาก ที่เพิ่งจะมาบอกชื่อเอาป่านนี้
“ผมชื่อจิน เขียนคันจิตัวเดียวกับฮิโตชิ” หลังผมพูดจบ เขายกตัวขึ้น และใช้ปลายนิ้วชี้กดลงมาบนหน้าอกของผม
“ชื่อเพราะจัง จิน...ความเมตตา” เขาพูดขณะลากปลายนิ้วเขียนตัวอักษรตามความหมายของชื่อนั้น
“แต่ผมว่า ชื่อของคุณเพราะกว่านะ ...คาซึยะ...” ผมจำชื่อของเขาได้แม่นยำ ...เขายิ้มมุมปากก่อนเลื่อนกายขึ้นทาบทับผมไว้ทั้งตัว ...สะโพกของเขาแนบชิดกับต้นขาของผมอย่างจงใจ.....
“ถ้าเพราะก็เรียกชื่อผมอีกสิ เรียกอีกหลายๆ ครั้ง แล้วผมเองจะเรียกชื่อของคุณเหมือนกัน....จิน....” เขาพูดและโน้มตัวลงมา...เราจูบกันอีกครั้ง บทเพลงรักที่เราเริ่มใส่ท่วงทำนอง แต่คราวนี้ผมเองจะเป็นฝ่ายบรรเลงทุกตัวโน๊ต และขอให้เขาเป็นคนคอยรับฟังเพลงรักของผม.....
.......
............
.......
....ผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของอีกวัน ข้างกายของผมไม่มีเขาอยู่แล้ว หลงเหลือไว้เพียงรอยยับย่นและความเย็นเฉียบของที่นอน...ผมลุกขึ้นจากเตียง..อาบน้ำ ชำระล้างร่างกาย แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดเดิม และลงไปยังชั้นล่างของโรงแรม เพื่อถามถึงคนที่ลงมาจากห้องก่อนผม ผมตรงเข้าไปถามที่ล๊อบบี้ เผื่อคาซึยะจะทิ้งอะไรไว้ให้ผมบ้าง แต่กลับไม่มีเลยแม้กระดาษซักใบเดียว.....นี่ผมหวังอะไรอยู่กันแน่นะ?.....
.......
............
.......
ผมกลับไปที่ผับอยู่หลายครั้ง จากที่ไปทุกคืน เหลือเพียงแค่ช่วงสุดสัปดาห์ ตั้งแต่วันนั้นมา กว่าสามเดือนแล้วที่ผมไม่ได้เจอคาซึยะอีก ผมคอยถามจากบาร์เทนเดอร์ของร้านในทุกครั้งที่ไป แต่กลับไม่ได้ข่าวคราวอะไรเลย คาซึยะไม่ได้มาที่นี่ ตลอดสามเดือนผมไม่รู้ว่าเขาหายไปทำอะไรหรือที่ไหน ผมไม่เคยรู้สึกว้าวุ้นใจกับใครแบบนี้ ผมคงไม่มีโอกาสได้พบเขาอีก ทั้งที่ผมหลงรักเขาไปแล้ว....
....ใช่ ผมหลงรักคาซึยะ ผมหลงรักเจ้าของริมฝีปากบางสวยนั้น ตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมได้ใกล้ชิดกับเขา...
ผมเลิกหวังที่จะได้เจอคาซึยะอีก ผมเป็นคนหนึ่งที่ผิดหวังเรื่องความรักมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน...
...และนี่..ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งครั้ง ที่ผมปล่อยให้ความรักของตัวเองหลุดลอยไป......
.......
..........
.......
........
.....
วันหนึ่งในฤดูร้อนของปีถัดมา...อากาศที่ร้อนจัดทำให้ช่วงมรสุมมาเร็วมากกว่าทุกปี...ในวันที่ฝนตกลงมาเป็นครั้งแรก ผมกลับไปที่ผับแห่งนั้นหลังจากที่ไม่ได้ผ่านไปเลย สายฝนทำให้ผมเลือกใช้ที่นั่นเป็นที่พักระหว่างรอเม็ดฝนเบาบางลง
คืนนี้ผู้คนดูบางตามากกว่าที่เคย อาจเป็นเพราะฝนทำให้ลูกค้าลดน้อยลงไป....ผมนั่งลงที่เคาเตอร์บาร์ ทักทายกับบาร์เทนเดอร์ประจำร้าน ก่อนสั่งเครื่องดื่มอ่อนๆ พอให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้น...ผมจิบเครื่องดื่มอย่างช้าๆ สายตาสนใจอยู่เพียงแค่เก้าอีกตัวข้างกัน...บรรยากาศเงียบเหงาในร้าน ทำให้ผมอดนึกดถึงคาซึยะขึ้นมาไม่ได้
เสียงเปิดประตูร้านทำให้ผมละสายตาจากเก้าอี้ตัวนั้น ผมยิ้มให้กับบาร์เทนเดอร์ที่กำลังเทเครื่องดื่มอีกแก้ว ให้ลูกค้ารายใหม่ โดยไม่ต้องรอให้เจ้าตัวเดินมาถึง.....
ลูกค้าคนนั้นนั่งเก้าอี้ข้างตัวผม ผมไม่คิดแม้แต่จะหันไปมอง...ไม่อยากเห็นว่าใครกำลังนั่งทับรอยคนที่ผมได้แต่พร่ำเพ้ออยู่แค่ในความฝัน.....ผมตัดสินใจกระดกแก้วดื่มเครื่องดื่มให้หมดภายในอึกเดียว ก่อนวางเงินและเตรียมลุกออกไปจากร้าน.....
“ฝนยังไม่หยุดตกเลยนะครับ” น้ำเสียงขึ้นจมูกน้อยๆ นั้นเอ่ยขัดขึ้น ผมหยุดชะงักทันที่ และรีบหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว
“อยู่เป็นเพื่อนผมก่อนได้มั้ยครับ?” เขาพูดขณะที่ยกแก้วเหล้าเชื้อเชิญผม....รอยยิ้มแบบเดิมปรากฎขึ้นบนริมฝีปากบางสวยนั้น...ใช่ ไม่ผิดแน่......คาซึยะ.....คนที่ผมเฝ้าคิดถึงมาโดยตลอด
“ผมรอเจอคุณอยู่นานแล้ว ไม่คิดว่ากว่าจะได้เจอกัน จะนานขนาดนี้นะ” เขาพูดพลางจิบเหล้าในแก้ว ทุกอย่างในตัวเขายังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย
“คุณไปไหนมา?” เป็นคำถามที่ผมไม่ได้คิดไว้แต่แรก อาจจะเรียกได้ว่า ไม่คิดว่าจะได้ถามแบบนี้อีกแล้ว
“ผมออกตามหาความรักมา” เขาตอบเพียงแค่นั้น...ผมนั่งลงข้างเขา พยายามห้ามหัวใจไม่ให้เต้นแรงอย่างลำบาก
“ผมอยากรู้ว่า ความรักของผมอยู่ที่ไหน และสุดท้าย ผมก็หาคำตอบได้เสียที” เขาวางแก้วลง และหันหน้ามาประสานกับผมตรงๆ
“คุณจะไม่ไปไหนอีกแล้วใช่มั้ย?” ผมถามเขาเสียงแผ่วเบา
“.....อืม...ถ้าเกิดว่านั่นเป็นความต้องการของคุณ...” เขาตอบ และยิ้มให้ผมบางๆ คาซึยะเอื้อมมือมา เขาจับมือของผมไว้ ราวกับจะยืนยันในสิ่งที่เขาพูด
ผมบีบมือของคาซึยะไว้แน่น....บีบแรงให้รู้ว่าเขามีตัวตนอยู่จริง และผมไม่ได้ฝันไป
.....บทสนทนาของเราหยุดลงแค่นั้น ดวงตาของเราสื่อสารออกมาได้มากกว่าคำพูด เราทั้งคู่ออกมายังนอกร้าน...เดินฝ่าสายฝนพรำ...คาซึยะจับมือผมเอาไว้เช่นเดียวกับครั้งแรก แต่ต่างกันที่คราวนี้ ผมจะเป็นฝ่ายพาเขาไปยังที่ๆ ผมและเขาต้องการ................
.
.
.
.
.
.
.
Kuchibirukara… Koi ga Hajimaru (From lips to the love)
….The end…..