忍者ブログ


:: Seiga-i no Fiction ::


[PR]
×

[PR]上記の広告は3ヶ月以上新規記事投稿のないブログに表示されています。新しい記事を書く事で広告が消えます。

Nobuta wo produce’s Fan fic. SR3 :: Bokura no hadachi 02 [ Akira x Shuji ]
.
.
.
.
.
.



บ่ายวันเสาร์ในช่วงปลายฤดูที่ใบไม้เปลี่ยนสี
บ่ายวันเสาร์ ที่แฝงไว้ด้วยความเงียบเหงาอยู่ลึกๆ


กริ๊ง.....

กริ๊ง.....


“สวัสดีครับ บ้านคิริทานิครับ อ๊าว โนะบุตะเองเหรอ?” น้ำเสียงแสดงความดีใจทันทีที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

“สบายดี...รึปล่าว...ชูจิ”

“ก็เรื่อยๆ แหละ แล้วโนะบุตะล่ะ?”

คำถามสารทุกข์สุขดิบมากมาย ถูกถามไถ่ออกมาจากทั้งสองฝ่าย ระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่พวกเขาขาดการติดต่อกัน ในเมื่อนักเรียนปีสามทุกคนย่อมคร่ำเคร่งกับการสอบไล่ในช่วงก่อนหน้านี้ แล้วที่สำคัญ ยิ่งคนดังอย่างโนะบุโกะ กิจกรรมย่อมเยอะมากกว่าคนอื่นไปอีกเท่าตัว.....

แต่ช่วงเวลาที่ห่างหายกันไป ไม่มีครั้งไหนที่ชูจิจะลืมโนะบุโกะ....ยกเว้นเสียก็แต่...ช่วงเวลาที่เขา คิดถึงแต่เรื่องของใครอีกคนหนึ่งเท่านั้น......

“วันนี้.... ไม่ไปไหนกับ...อากิระ เหรอ... ชูจิ?”

“อืม ไม่ล่ะ วันนี้หมอนั่นเองก็ดูจะวุ่นวายกับอะไรซักอย่างอยู่ บอกว่าไม่อยากจะออกไปไหนเลยน่ะ”

“น่า....น่าแปลก จัง”

“นั่นสินะ” ..........พึมพำขึ้นโดยไม่รู้ตัว...........

“อะ...เอ่อ...ชูจิ”

“หืม? ว่ามาสิ”

“ชู..ชูจิ...ไม่คิดจะกลับมา...โตเกียว จริงๆ เหรอ?”


....ไม่ช้าก็เร็ว ที่โนะบุโกะต้องรู้เรื่องนี้ ชูจิคาดการณ์เอาไว้แล้ว ว่าอากิระจะต้องโร่โทรไปฟ้องโนะบุโกะแน่ๆ

“ถ้าบอกว่าไม่..ก็คงโกหกไปล่ะ คิดสิโนะบุตะ คิดตลอดเวลา แต่.....”

“ฉัน...เข้าใจชูจิ นะ”

“ขอบคุณนะ โนะบุตะ”

“แต่...ว่า....” น้ำเสียงของโนบุโกะ ฟังดูสั่นน้อยๆ...

“แต่ฉัน...ก็อยากให้ชูจิ....เข้าใจ อากิระ...ด้วย” ได้ฟังอย่างนั้น ชูจิก็ถึงกับขมวดคิ้วขึ้นมาทันที

“เข้าใจ? เข้าใจอะไรอากิระเหรอ?”

“ชูจิ จำไม่ได้...แล้วเหรอ?....เรื่องพ่อของ...อากิระ....น่ะ”

“พ่อของอากิระ...อืม จำได้สิ นักธุรกิจใหญ่ ที่ดันมีลูกผิดเหล่าผิดกออย่างอากิระน่ะเหรอ?” พูดติดตลก แต่กลับนิ่งไปเมื่อรู้สึกว่า โนะบุโกะ ไม่ได้สนุกอย่างที่เขาตั้งใจ

“ทำไมเหรอ โนะบุโกะ”

“ชูจิ จำได้ใช่มั้ย ที่อากิระเคยบอกว่า....เวลาในการตามหา....ความสุขในวัยรุ่นที่แท้จริง..ของ อากิระ...จะสิ้นสุด เมื่อ...เขา...เขาเรียนจบ ม.ปลาย....น่ะ”

“อืม” ....ถึงจะตอบรับออกไป แต่ตามจริงแล้วชูจิเกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท.........

“เพราะ...อย่างนั้น....ฉันก็คิดว่า....พอหลังจบม.ปลาย...อากิระ อาจจะ....อาจจะ กลับไปเป็น คุซาโนะ.....อากิระ.....ลูกชายนักธุร...กิจ.....”

........ทั้งที่ไม่แน่ใจในสิ่งที่คิด....แต่ใจของชูจิ กลับหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก...........


“เขา...อาจจะกลับไปเป็น.... อากิระ อย่างที่เขา....ควรจะ...ต้อง...เป็น...”

“.....................”

“ชู..ชูจิ....ยังอยู่.....ใช่มั้ย?”

“อะ อืม...ก็ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนี่นะ ข้อนั้นน่ะ...ฉัน.....รู้อยู่แล้วล่ะ” อาจจะฟังดูเหมือนง่ายดาย แต่จริงแล้ว กลับต้องแค่นเสียงออกมาจนแสบคอ

“ฉัน...อยากให้ อากิระ..อยู่กับ ชูจินะ.....ไม่อยากให้ ชูจิ ..ต้องอยู่คนเดียว..อีก...”

“ฉัน...ไม่อยากเห็น ชูจิ เหงา....ชูจิ... เหงา ...... นะ...น่าสงสาร”

“บ้าน่า...โนะบุตะ คิดอะไรอย่างนั้น”.........เป็นตัวเองที่สั่นจนห้ามเอาไว้แทบไม่อยู่

“แต่ ฉัน....ฉัน ก็ไม่รู้....จะช่วย...ยังไง...เหมือนกัน” น้ำเสียงที่อู้อี้ เสียงเสียดสีโทรศัพท์ของเส้นผม...โนะบุโกะคงจะกำลังเช็ดน้ำตา....เธอกำลังร้องไห้...........

“ไม่เอาน่า โนะบุตะ ทำไมถึงคิดแทนฉันอย่างนั้นล่ะ ไม่ใช่อย่างที่คิดหรอกนะ ดีซะอีก ไม่มีอากิระอยู่ ชีวิตฉันจะได้สงบสุขเสียที”......เป็นแบบนั้น รู้สึกตามที่พูดแบบนั้นจริง...งั้นหรือ?.....

“เดี๋ยวฉันต้องวางแล้วนะโนะบุตะ....โคจิท่าจะกลับบ้านมาแล้ว”

“อืม...ไม่ต้องเป็นห่วงฉันน่า โนะบุตะ นะ...อืม บาย.....”



แกร๊ก.....



แค่เสียงวางหูโทรศัพท์....ทำไมถึงเรียกน้ำตา ให้เอ่อท้นขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้นะ?



...................................................................................................................



“อะไรน๊า!!? เมื่อวานโนะบุตะโทรมาหาเหรอ??????” อากิระตื่นเต้นจนแทบจะลุกขึ้นปีนโต๊ะเตี้ยกลางห้อง

“ไม่เห็นต้องโวยวายซะขนาดนั้นเลย” ชูจิพูดพลางหยิบลูกบาสในห้องของอากิระมาถือเล่นก่อนวางไว้บนตัก

“ก็มันตกใจนี่นา ทีฉัน เดี๋ยวนี้ไม่เห็นโนะบุตะ จะโทรหามั่งเลยยยย” พูดก่อนไถแขนทั้งสองข้างราบไปบนโต๊ะ

“หึ....ก็ไม่เห็นต้องโทรหาเลยนิ่ ยังไงๆ ก็มีคนวิ่งโร่โทรไปหาโนะบุตะอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ?”

อากิระเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะแทบจะทันที สายตาดุๆ ของชูจิ แม้ไม่ได้จ้องมองมาทางเขา แต่อากิระก็รู้สึกถึงรังสีความไม่พอใจเหล่านั้นอยู่ดี

ห้องทั้งห้องเงียบลง หลงเหลือเพียงเสียงกระดิ่งที่แขวนไว้ตรงหน้าต่าง เสียงใสๆ ดังกังวาลไปทั่วเมื่อยามลมพัดแรง จนทั้งชูจิและอากิระ ต้องเงยหน้าขึ้นมอง..............

“กระดิ่งอันนั้นน่ะ มาจากบ้านคุณลุงที่โตเกียวใช่มั้ย? อากิระ”

“อืม.. ช่ายยย แล้ว ว่าแต่ ทำไมเพิ่งจะมาถามเอาป่านนี้ล่ะ???”

“เสียงมัน ยังใสเหมือนเดิมดีนะ ไม่ต่างจากเมื่อก่อนเลย”

“อือ...แต่ว่า อยู่ที่นี่ มันก็โชคดีกว่าที่โตเกียวนิดหน่อย เพราะว่ามันได้ทำหน้าที่ ส่งเสียงตลอดทั้งปีเลยล่ะ”

ที่โตเกียว ในฤดูหนาว ถ้าหนาวจัด ก็แทบจะเปิดหน้าต่างไม่ได้ หรือตามจริงแล้ว แทบจะปิดตลอดทั้งฤดูเลย แต่ที่นี่....ยังไงก็หนาวสู้ที่โตเกียวไม่ได้ จะมีให้ระคายผิวบ้าง ก็ลมแรงๆ แบบนี้ล่ะนะ

“เย็นจัง ฉันไปปิดหน้าต่างดีกว่า” อากิระตั้งใจว่าจะลุก แต่กลับถูกชูจิขัดขึ้นเสียก่อน

“นี่ อากิระ”

“นายจะไปโตเกียวเมื่อไหร่?”

“ก็บอกแล้วไงล่า ว่าไม่ไปน่ะ ฉันบอกชูจิไปแล้วนิ่”

“น า ย จ ะ ไ ป เ มื่ อ ไ ห ร่ ?” ย้ำช้าๆ ชัดๆ ให้อากิระรู้ว่าเขากำลังไม่พอใจ.....

“............................................”


....ตั้งแต่ได้พูดกันตรงๆ เมื่อคราวก่อน...นานหลายสัปดาห์แล้ว ที่ทั้งชูจิ และอากิระ ไม่พูดถึงเรื่องที่จะไปโตเกียวกันอีก เพราะแม้ชูจิ จะพยายามให้อากิระเปลี่ยนใจไปซักแค่ไหน แต่กลับกลายเป็นว่า อากิระ ขอร้องไม่ให้ชูจิพูดถึงเรื่องนี้....แต่จนแล้วจนรอด สิ่งที่อากิระหวังจะเก็บเงียบไว้ ก็ปิดบังชูจิไม่ได้อยู่ดี.....

“ว่าไง?”

“เอ่อ...ที่จริงฉัน...ไปมาเมื่อวานนี้แล้วล่ะ..อ๊ะ แต่ว่า ฉันก็แค่ไปหาพ่อเฉยๆเท่านั้นเอง” ชูจินึกถึงเมื่อวานเย็นที่เขาโทรมาที่นี่ มิน่าเล่าคุณลุงถึงได้กระอักกระอ่วนที่จะบอกว่าอากิระไปไหน

“นายโกหกไม่เก่งเลย คุซาโนะ อากิระ” ชูจิพูดพลางหยิบลูกบาสขึ้นมาหมุนบนปลายนิ้ว

“อะไรก๊านนน ก็ฉันไม่ได้โกหกอะไรชูจิเลยน๊าาา”

“พ่อนาย จะให้นายกลับไปเมื่อไหร่?” ลูกบาสที่หมุนด้วยความเร็ว ถูกเลี้ยงเอาไว้ด้วยปลายนิ้วชี้.....

“ไม่มีเมื่อไหร่ อะไรทั้งนั้นแหละน่า” บอกปัด สะบัดมือปฏิเสธเป็นพันลวัน

“อากิระ ฉันถามว่า นายจะต้องกลับไปเมื่อไหร่?”

“.....................................................” อากิระได้แต่ก้มหน้า ไม่ตอบอะไรใดๆ ทั้งสิ้น

“อากิระ....ฉันขอร้อง อย่าทำเหมือนฉันเป็นคนโง่นัก” ชูจิจ้องเชิงบังคับอากิระ หวังจะคาดคั้นเอาความจริงออกมาทั้งหมด

“อืม....ก็...”

“......หลังสอบ.....” ตอบออกไปแต่กลับไม่กล้าสบตาคนฟัง

“.....หลังสอบไล่คราวนี้ แต่..โธ่เอ๊ย~ ไม่เป็นไรหรอกยังไง ฉันก็จะอยู่ที่นี่ อย่ากังวลไปเลยนะ ชู๊จิคุง”


ตุ๊บๆๆ....


ลูกบาสสีเข้ม หล่นจากปลายนิ้วเรียวลงสู่พื้น...กลิ้งไปเรื่อยๆ จนเกือบชนชั้นหนังสือ...อากิระเอื้อมคว้าสุดตัว แต่ปลายนิ้วดันกระแทกถูกลูกบาสซะแทน ถึงกับต้องสะบัดมือไล่ความเจ็บยกใหญ่


“เจ็บชะมัด...นี่ชูจิ เรามาว่าเรื่องงานวัฒนธรรมอาทิตย์หน้านี้กันดีกว่า ที่นายมาก็เพราะเรื่องนี้ ไม่ใช่เรอะงาย?”

“เอ๊ะ หรือว่าไม่เจอกันวันนึง เลยคิดถึงงงงงฉัน??? แหมมม...ชูจิคุง น่ารักจริงๆ เลย” อากิระคลานเข้าไปใกล้ๆ หวังหาโอกาสซบไหล่บาง แต่ชูจิกลับลุกพรวดพราดจนอากิระแทบหน้าคว่ำ

“เห๊อะ สำคัญตัวผิดไปแล้วนะนาย...งั้นก็ มาเริ่มคุยกันเลยดีกว่า” อากิระทำแก้มป่องอย่างขัดใจ เมื่อเห็นชูจิย้ายไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง ก่อนจะทำตัวจริงจังขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าชูจิชักจะอารมณ์เสียในความอ้อยอิ่งของเขา

“ฉันว่า งานของปี 3 ห้องเรา ขายของก็ดีนะชูจิ หรือจะจัดการแสดงดีล่ะ แต่เอ๊ะ? ไม่ได้สิ มันไปซ้ำกับชมรมการแสดง หรือว่า จะมีให้ร้องเพลงคาราโอเกะดี อ๋าๆๆๆ บ้านผีสิงแบบที่เคยทำก็ดีนะ......................................”

ชูจิได้แต่ปล่อยให้อากิระพูดน้ำไหลไฟดับต่อไป...บทจะจริงจังขึ้นมาล่ะก็ ใครก็เข้าไปขัดไม่ได้เลยเชียว.......

...แต่ถึงอย่างนั้น ต่อให้ทุกอย่างดูจะราบเรียบซักแค่ไหน แต่ในใจ ก็ไม่ได้นิ่งสนิทเหมือนทะเลในฤดูใบไม้ร่วงใช่มั้ย?
...
...
...
...
...

“เดี๋ยวฉันไปส่งนะชูจิ” อากิระขันอาสาทันที ที่ชูจิพูดขึ้นว่าเขาอยากจะกลับบ้าน

“เย็นมากแล้วน่า ที่สำคัญ นายเองก็ต้องอยู่เฝ้าบ้านให้คุณลุงนะอากิระ”

“แต่ฉันไม่อยากให้ชูจิกลับคนเดียวนิ่นา แล้วก็ ที่สำคัญน๊า ฉันก็อยากอยู่กับชูจินานๆ ด้วย”

“นายนี่บ๊องใหญ่แล้ว อยู่บ้านเถอะ ว่าแต่ คุณลุงจะกลับจากฮาโกเน่วันไหนนะ?”

“เห็นเมื่อเช้าบอกว่า ซักประมาณอาทิตย์หน้ามั้ง ไปตั้ง 5 วันแน่ะ” พูดพลางทำหน้าอ้อนชูจิไปพลาง ก่อนที่จะพึมพำต่อว่าคุณลุง ที่เมื่อเช้าอยู่ดีๆ ก็หิ้วกระเป๋าหนีไปเที่ยว ไม่บอกไม่กล่าวล่วงหน้ากันซักคำ

“อืม งั้นไว้ว่างๆ ฉันจะมานอนค้างเป็นเพื่อนละกันนะ”

“ห๊า จริงเหรอ? โว๊ว ยะฮู๊~” กระโดดเล่นเต้นซะยกใหญ่...เพราะว่าตัวเองก็แอบคาดหวังไว้ แต่อากิระไม่คิดว่า ชูจิจะพูดตามอย่างที่เขาหวังไว้จริงๆ

“เกินเหตุไปแล้วอากิระ งั้น ฉันไปล่ะ เจอกันพรุ่งนี้”

“บับบ๊ายยยยยย ชู่จิ ก๊องๆ”



....อากิระยืนรอจนรถจักรยานของชูจิห่างออกไปไกล ถึงได้ปล่อยลมหายใจออกมาแรงๆ......

ทั้งที่ล่วงเลยเข้าสู่เวลาค่ำแล้ว แต่แสงแดดกลับยังมีให้เห็น ฤดูกาลที่พระอาทิตย์ทำหน้าที่ยาวนานกว่าปกติ อากิระเพิ่งจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีก็ตอนนี้เอง....เพราะอย่างน้อย ยิ่งเวลาเดินช้าลงได้มากเท่าไหร่ ช่วงเวลาที่เขาจะแก้ไขทุกอย่าง เพื่อคนๆ นึง ก็คงมีมากตามไปด้วย.....อากิระซุกมือลงในกระเป๋ากางเกงขาสั้นตัวเก่ง หลบหนีความหนาวเย็น แต่ทั้งที่อุณภูมิต่ำลงเรื่อยๆ อากิระกลับเลือกที่จะรอพระอาทิตย์หายลับไปในเส้นขอบฟ้า.....


“จะทำยังไงต่อไปดีน๊า?”

“คุณพระอาทิตย์ครับ ผมควรจะทำยังไงดี?”

“เฮ้อ...ตอบไม่ได้ล่ะซี๊ เพราะขนาดคุณเอง ก็ยังมีข้อจำกัดเหมือนกันใช่มั้ยล่า.......”


เพราะว่า....ถึงแม้จะยื้อเวลาออกไปได้มากซักแค่ไหน.............
พระอาทิตย์ก็ยังต้องหายไปจากท้องฟ้า และวันใหม่ก็จะเขยิบใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อยู่ดี........


กริ๊งๆ.....

กริ๊งๆ.....


“อ๊ะ โทรศัพท์ เดี๋ยวคร๊าบบ รอผมก่อนน๊าคร๊าบบบ”

อากิระรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน ชนนู่นชนนี่ตามรายทางเสียนิดหน่อย กว่าจะไปถึงโทรศัพท์ เสียงเรียกก็ดังอยู่หลายครั้งจนหวั่นว่าจะรับสายไม่ทัน...

....ใครโทรมานะ? หรือว่าชูจิจะเปลี่ยนใจโทรมาบอกว่าจะมาค้างด้วยตั้งแต่วันนี้???....อากิระนึกลุ้น แต่ถ้าเป็นคุณลุงล่ะก็ จะบ่นให้หูชาเลย คอยดูสิ......


“สวัสดีครับ ร้านเต้าหู้ครั๊บ”........................


“ครับ”


“เอ่อ ครับ...สวัสดีครับพ่อ”


...................................................................................................................




เย็นวันพฤหัสก่อนวันงานวัฒนธรรม.....


ถึงจะเลยเวลาเลิกเรียนไปมากแล้ว แต่นักเรียนจำนวนไม่น้อยเลย ที่ยังอยู่จัดตกแต่งสถานที่สำหรับงานวันพรุ่งนี้

เช่นเดียวกับทั้งชูจิ อากิระ และเพื่อนๆ ถึงแม้ว่าปีสามแล้วจะไม่ต้องทำอะไรมากมาย แต่เพราะว่าทุกคนอยากมีส่วนร่วมกับงานครั้งนี้เป็นปีสุดท้าย ในห้องถึงได้ลงมติกันว่า ปีสามห้องบี จะจัดการแสดงขึ้น โดยที่หน้าที่ของชูจิ คงไม่พ้นเรื่องเสื้อผ้า ส่วนเรื่องการแสดงนั้นเขาปฏิเสธไปตั้งแต่แรกแล้ว เช่นเดียวกับอากิระ ที่ขอเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำอุปกรณ์ประกอบฉากน่าจะดีกว่า

เสื้อผ้านักแสดงทั้งหมด ถูกเช็คความเรียบร้อย ชูจิต้องเอามาแก้ไขขนาดบ้าง เนื่องจากบางส่วนยังดูไม่พอดีกับคนสวม จนถูกชมจากเพื่อนที่ทำงานร่วมกันว่า ชูจิดูจะเย็บเสื้อผ้าเก่งกว่าเพื่อนผู้หญิงเสียอีก แต่คำชมนั้นสำหรับเจ้าตัว คงไม่น่าชื่นชมซักเท่าไหร่นัก...ทางอากิระเอง อุปกรณ์ประกอบฉากทั้งหมดก็ใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่เพียงลองเอาขึ้นไปวางบนเวทีที่หอประชุมเล็กในตึกเรียน กับตรวจดูความเรียบร้อยอีกนิดหน่อยเท่านั้น......

“เสร็จแล้ว เย้ ยั๊ตต๊า~” กลุ่มของอากิระร้องเฮขึ้นทันที เมื่อเพื่อนผู้สวบบทผู้กำกับบอกว่า ฉากที่ทำออกมาโอเคดีแล้ว เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย อากิระกับเพื่อนๆ เลยช่วยกันขนย้ายอุปกรณ์ลงจากเวทีไปเก็บไว้ด้านหลัง เพราะว่ายังมีการแสดงอื่นรอใช้สถานที่เหมือนกัน

กว่างานทั้งหมดจะเสร็จก็เกือบค่ำ แต่ละคนรีบกลับบ้านของตัวเอง เพื่อเตรียมตัวต่อไปสำหรับวันพรุ่งนี้ ทั้งอากิระ และชูจิเอง ก็กลับบ้านเช่นกัน แต่เพราะว่าเย็นมากแล้ว ชูจิถึงได้ชวนอากิระให้แวะทานข้าวเย็นด้วยกันก่อน

“ขอฝากท้องวันนึงนะครับ เอาล่ะ กินๆๆๆๆ” อากิระคว้าตะเกียบทันทีที่ชูจิเอามื้อเย็นมาวางที่โต๊ะ แย่งทานกับโคจิจนตะเกียบแทบชนกัน.....

“นี่พวกนายอย่าทำสงครามบนโต๊ะอาหารสิ เกรงใจกันหน่อย” ชูจิดุขึ้นหลังจากมานั่งที่โต๊ะแล้ว เพราะดูท่าสองคนนั้นจะยังเล่นไม่เลิก

“เอาน่า...แบบนี้ก็ครื้นเครงดีนะ พ่อเองก็ไม่ได้กินข้าวเย็นพร้อมกันแบบนี้หลายวันเหมือนกัน” ยิ่งใกล้สิ้นปี งานยิ่งมากจนพ่อบ้านคิริทานิ กลับบ้านไม่ตรงเวลาเกือบจะทั้งสัปดาห์

มื้อเย็นดำเนินไปอย่างครึกครื้น สงครามบนโต๊ะอาหารของอากิระกับโคจิเรียกเสียงหัวเราะได้มาก จนเมื่อทานกันเสร็จ อากิระขันอาสาเช็ดโต๊ะ ให้ชูจิเป็นคนล้างจาน โดยมีเจ้าตัวเล็กเป็นลูกมืออยู่ข้างๆ

“สบายดีรึเปล่าเรา พักนี้ไม่ค่อยได้มาทานข้าวกันเลยนะ” พ่อบ้านคิริทานิถามคนที่ขะมักขะเม้นกับการทำความสะอาดโต๊ะ

“ก็สบายดีครับ แต่ว่า ตอนนี้คงจะไม่ค่อยได้มาที่นี่ซักเท่าไหร่ เพราะว่าผมไม่อยากกลับเย็นมากน่ะครับ คุณลุงหนีไปเที่ยวซะแล้ว”

“ใกล้หน้าหนาวแล้วนี่นะ ถ้าไม่ไปซะตอนนี้ ก็คงไม่มีอะไรให้เที่ยวแล้วเหมือนกัน แล้วนี่เรื่องเรียนล่ะ เป็นยังไงบ้าง คิดไว้แล้วรึยังว่าจะไปต่อที่ไหน?”

คำถามของคุณพ่อ ทำเอาอากิระถึงกับชะงัก แต่ยังพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด

“ก็ คิดเอาไว้แล้วบ้างเหมือนกันน่ะครับ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ”

“อืม ดีแล้วล่ะ ส่วนชูจิ ดูท่าจะตื้อให้เรียนต่อไม่สำเร็จ รายนั้นบอกแต่ว่า ยังไม่อยากเรียนอะไรต่อ ขออยู่บ้านพักผ่อนสบายๆ ไปก่อน ก็เข้าใจล่ะว่า เค้าคงไม่สะดวกใจเท่าไหร่”

“ทำ...ทำไมเหรอครับ?” แรงที่กดลงบนผ้านั้น อ่อนลง จนเกือบจะหยุดมือไว้นิ่งสนิท

“แม่บ้านไม่อยู่ทั้งคน เหลือกันอยู่แค่นี้ ลุงเองถ้ากลับบ้านตามเวลา ก็คงไม่ลำบากอะไร แต่เพราะเวลางานไม่เอื้ออำนวย จนกลายเป็นว่า ภาระเกือบทุกอย่างในบ้าน มีชูจิจัดการอยู่คนเดียว” พ่อบ้านคิริทานิพูดพลางถอนหายใจ อากิระเองก็หยุดมือทำความสะอาดโต๊ะไปแล้วเช่นกัน....ตั้งใจฟังเรื่องของชูจิ ที่เขา...ไม่เคยรู้....

“ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ถ้าไม่มีอากิระคุงเอง ชูจิก็คงจะไม่ร่าเริงได้ขนาดนี้ เด็กนั่นชอบคิดถึงคนอื่นอยู่เสมอ ไอ้ที่ไม่ยอมเรียนต่อ ก็คงเพราะกลัวจะไม่มีใครดูแลพวกเราล่ะมั้ง”

อากิระก้มหน้าลง....เขาเข้าใจข้อนั่นดี ถึงได้...พยายามที่จะไม่ไปไหน อยากจะอยู่กับชูจิตลอดไปที่นี่ ...

“ใจจริง ลุงเองก็อยากให้ชูจิกลับไปโตเกียวนะ แต่ว่า ถ้าเราขาดเค้าไปในเวลานี้ คงจะแย่เหมือนกัน อยากให้แม่เค้ากลับมาซะตอนนี้จัง.....เฮ้อ บ่นอะไรออกไปนะ เอาเถอะ อย่าสนใจคนแก่เลย” พ่อบ้านคิริทานิยิ้มให้เพื่อนของลูกชาย เด็กที่อยู่ตรงหน้าเขา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีอิทธิพลกับชูจิอยู่ไม่น้อยเลย....นอกจากครอบครัว คงมีแต่โนะบุโกะกับอากิระเท่านั้นล่ะมั้ง ที่ชูจิให้ความสำคัญมากเหนือคนอื่นๆ

“คุยอะไรกันอยู่เหรอครับ” ชูจิที่เดินมาพร้อมเจ้าน้องชายตัวเล็กตามมาสมทบ หลังจากล้างจานเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ก็นินทาเราอยู่น่ะแหละ แล้วนี่อากิระคุงจะนอนค้างที่นี่เลยรึเปล่า? ค่ำมากแล้วเหมือนกันนะ”

“เอ่อ ไม่เป็นไรหรอกครับ..เดี๋ยวผมจะกลับแล้ว” อากิระหยิบผ้าที่เช็ดโต๊ะขึ้นเอาไปซักและผึ่งไว้ตรงอ่างในครัว ความรู้สึกแปลกในใจ ทำเอาแสดงบุคคลิกไม่เป็นธรรมชาติ จนชูจิสังเกตเห็นได้

“งั้นเดี๋ยววันนี้ผมไปค้างกับอากิระที่บ้านก็แล้วกันนะครับพ่อ พรุ่งนี้งานโรงเรียนแล้ว ผมจะได้คุยเรื่องงานกับหมอนี่ต่อด้วย”

“อืมเอาสิ อากิระคุงก็จะได้ไม่เหงา อยู่บ้านคนเดียวไม่ใช่รึ?”

“เอ่อ..ก็ ครับ ใช่ครับ แต่ว่า ชูจิ ไม่เห็นจะต้อง.....”

“รีบไปกันเถอะน่า นี่มันมืดมากแล้ว ฉันขี้เกียจฟังนายโวยวายกลัวอะไรไร้สาระตลอดทาง” ชูจิเดินหายเข้าไปในห้องก่อนหยิบกุญแจปลดล็อคจักรยาน กับถุงใส่ของที่ต้องเย็บเพิ่มเติมสำหรับงานพรุ่งนี้

“เดี๋ยวผมกลับมาตอนเช้านะครับพ่อ...ไปๆ อากิระ” พูดจบก็เหนี่ยวแขนอากิระให้เดินตามไปที่ประตู

“อ่ะ กลับแล้ว...นะครับคุณลุง ไปแล้วนะโคจิ ก๊องๆ” แทบไม่มีเวลาให้ทำท่าประจำ เพราะโดนชูจิลากออกไปจะพ้นห้องอยู่แล้ว

“บับบายฮับ ก๊องๆ” โคจิทำตอบ ก่อนที่จะกลับมานั่งหัวเราะท่าทางของอากิระกับพ่อบ้านคิริทานิกันสองคน



ชูจิกับอากิระ กลับมาที่บ้านของคุณลุง ใช้เวลาไปไม่ถึงสิบนาทีดี เหตุเพราะเจ้าคนตัวโตกว่า รีบปั่นจักรยานตรงกลับมาที่บ้านเต็มแรง.....

“เฮ้อ น่ากลัวเป็นบ้าเลย นี่ถ้ากลับมาคนเดียวนะ ไม่เอาหรอก”

“ตัวโตซะเปล่านะนายน่ะ” ชูจิเหน็บแนมระหว่างนั่งลงตรงโต๊ะกลางห้อง ที่ประจำของเขากับอากิระ

“เดี๋ยวชูจิดูทีวีรอไปก่อนนะ ฉันจะไปอาบน้ำ” ตั้งท่ากะจะรีบวิ่งเข้าห้องของตัวเอง แต่ถูกชูจิขัดไว้ซะก่อน

“เดี๋ยว!” มือของชูจิยึดคอเสื้อนักเรียนของอีกฝ่ายไว้มั่น อากิระได้แต่ยิ้มแห้ง ถูกนักโปรดิวซ์คนเก่งรู้ทันเอาอีกจนได้

“รู้ตัวไวดีนิ่ ถ้างั้นก็เล่ามาซะ ฉันจะได้ไม่ต้องถามมาก” ชูจิปล่อยคนตัวโตกว่าเป็นอิสระ ดวงตาเรียวจ้องมองอากิระที่ทำเป็นตัวสั่นงันงก แถมยังหลบสายตาพลางทำแก้มอูมไม่รู้ไม่ชี้ สุดท้ายก็ดื้อไม่ได้นาน เมื่อชูจิเลื่อนตัวมานั่งใกล้ๆ จ้องหน้าคาดคั้นเอาคำตอบจริงจัง

“ไอ้เราก็นึกว่า อยากมานอนเป็นเพื่อนกัน ที่แท้ก็.....” อากิระเบ้หน้าหนี บ่นมุบมิบแต่ไม่ทันได้จบดี....

“อย่าลีลาอากิระ บอกมาซะทีว่า คุยอะไรกันกับพ่อฉัน” เน้นเสียงเข้ม จนอากิระต้องยอมแพ้

“ก็ไม่มีไรมากหรอก....แค่คุยกันเรื่องเรียนต่อเท่านั้นเอง”

“แล้ว?.....” ชูจิถามย้ำ

“แล้วคุณลุงก็เลย...เล่าว่า ทำไมนายถึง...ไม่อยากไปโตเกียว”..... อากิระก้มหน้างุด พลางนึกย้อนถึงคำพูดที่ได้ฟังจากคุณอาคิริทานิ....ในตอนนั้น สิ่งที่อากิระนึกออกเพียงอย่างเดียวคือ


.....เขา คงไม่มีทางได้อยู่กับชูจิแน่ ถ้าไม่ใช่ที่นี่.....



อากิระนั่งเงียบ ปล่อยให้ทีวีที่เขาเปิดไว้ส่งเสียงแทน ไม่ต่างจากชูจิที่เปลี่ยนมานั่งขัดสมาธิข้างกัน อากิระไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่ก็ไม่ใช่คนเข้มแข็งมากเท่าไหร่นัก อาจเพราะอากิระ มีความอ่อนโยนในตัวเองมากกว่าเขา คนที่ไม่เคยเข้าใจว่า จริงแล้ว ความรัก คืออะไร.....

“นายรีบไปอาบน้ำซะ ฉันจะนั่งเย็บเจ้าผ้าพวกนี้รอไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน”

มือเล็กทาบลงบนไหล่หนา กดและคลายเบาๆก่อนตบลงสองสามครั้ง เป็นการแสดงออกว่าเขาเข้าใจความรู้สึกของอากิระ แต่...คงทำได้เพียงเท่านี้ ในเมื่อเขาไม่อาจตอบสนองอากิระและ – ใจ – ของตัวเองได้
...เพราะแม้ว่าจะเห็นคนอื่นสำคัญกว่าตัวเอง แต่ในทางกลับกันชูจิก็เป็นคนใจเด็ด เมื่อตัดสินอะไรไปแล้ว ต้องเป็นไปตามนั้น แม้แต่ตอนที่ตัดสินใจจะโปรดิวซ์โนะบุโกะ ทั้งที่หลายครั้งมีแววจะล้มไม่เป็นท่า แต่ชูจิกลับไม่ยอมแพ้ และพยายามจนถึงที่สุด

....และเพราะเหตุผลง่ายๆเพียงแค่นี้.... สำหรับอากิระแล้ว เรื่องที่จะบังคับชูจิ คงเลิกคิดไปได้เลย

...
...
...
...
...
....เวลาที่เดินไปอย่างเรื่อยเฉื่อย ชูจิเอาแต่นั่งตกแต่งผ้าในส่วนที่จะเอาไว้ใช้เพิ่มเติมในวันพรุ่งนี้ ทิ้งให้อากิระนั่งดูรายการตลกไปเรื่อยๆ จนเมื่อรายการจบลง และไม่มีอะไรให้ดูแก้เซ็งอีก สุดท้าย อากิระเลยเป็นฝ่ายชวนเข้านอนทั้งที่ยังไม่ดึกมากนัก

“ไปนอนกันดีกว่าาาาา....พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีก” อากิระลุกขึ้นบิดขี้เกียจไล่ความหนาวหลังลุกออกมาจากโคตัทสึ

“ฉันยังเย็บนี้ไม่เสร็จเลย นายเข้าไปนอนก่อนเถอะ” ชูจิตอบโดยไม่ได้เงยหน้าจากงานในมือขึ้นมอง

“งั้นเอาเข้าไปทำในห้องได้มั้ยล่าาา? ฉันไม่อยากนอนในห้องคนเดียวอ่ะ” อากิระส่งเสียงอ้อน หวังให้คนที่เอาแต่สนใจงานในมือ ละมองมาทางเขาบ้าง แต่ชูจิกลับไม่เปลี่ยนอิริยาบถไปจากเดิม ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ อากิระได้แต่ถอนหายใจ ทำไมคนๆ นี้ถึงได้ใจแข็งนักนะ และเมื่อคำขอไม่ได้รับการตอบสนอง คนที่ต้องเดินกลับมานั่งเท้าคางรอที่โต๊ะคงเป็นใครไม่ได้นอกจากอากิระตามเคย......


....เสียงนาฬิกาดังขึ้นเมื่อเข็มยาวและเข็มสั้นเดินมาบรรจบกัน..เวลาเที่ยงคืนพอดิบพอดี....

“เฮ้อ เสร็จซะทีนะ” ชูจิยกงานขึ้นกางเช็คดูความเรียบร้อย เขาเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดลงถุงก่อนหันมามองคนที่นั่งอยู่ข้างกัน

อากิระฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ ลมหายใจดังแผ่วสม่ำเสมอทำให้รู้ว่าคงหลับสนิทไปแล้ว ทั้งที่ง่วงมาก แต่อากิระก็ยังอุตส่าห์นั่งรอเป็นเพื่อนจนนั่งหลับไปทั้งอย่างนั้น ชูจินึกขำพลางถอนหายใจเบาๆในการกระทำของคนตรงหน้าก่อนขยับตัวเลื่อนเข้าไปใกล้ เพื่อปลุกอากิระให้ย้ายเข้าไปนอนในห้องนอน

“อากิระ ตื่นเข้าไปนอนในห้องเถอะ ฉันทำงานเสร็จแล้ว” มือเล็กที่แตะลงเบาตรงไหล่ ไม่ได้ทำให้คนที่หลับอยู่รู้สึกตัวขึ้นมาเลย

“อากิระ” เขย่าตัวให้แรงขึ้น แต่ดูเหมือนจะช่วยได้ไม่เท่าไหร่นัก

“นี่ตื่นเร็วเข้า ไม่งั้นฉันจะปล่อยให้นายนอนอยู่ตรงนี้น่ะ อยากจะเป็นหวัดก็ตามใจ” ชูจิกำลังจะลุกเพื่อเดินหนีเข้าไปนอนในห้องของอากิระ จนเดินไปถึงประตูก็แล้ว เจ้าตัวกลับยังหลับไม่ได้สติอยู่เหมือนเดิม สุดท้ายชูจิก็ทำอย่างที่พูดไว้ไม่ได้ ตัดสินใจลากอากิระให้เข้าไปในห้องนอนด้วยกันอย่างทุลักทุเล

ฟูกที่มีอยู่เพียงผืนเดียว กับผ้าห่มที่มีจำนวนเท่ากัน ทำให้ชูจิไม่มีทางเลือก แม้จะช่างใจอยู่นานว่า เขาควรจะหาเพิ่มเอาเองหรือไม่ แต่เพราะไม่ใช่บ้านของตัวเอง ชูจิเลยจำเป็นต้องลงนอนอยู่ในฟูกเดียวกับคนขี้เซาอย่างอากิระ

เพราะความเหนื่อยอ่อนที่ทำงานมาทั้งวัน ทำให้แทบจะหลับในทันทีเมื่อหัวถึงหมอน....ถ้าไม่มีอะไรมาขัดจังหวะเอาไว้เสียก่อน...

“เฮ้ย” ชูจิโวยขึ้นเบาๆ เมื่อรู้สึกถึงแขนและขาของคนข้างๆที่ขึ้นมาพาดบนตัวเขา อย่างถือวิสาสะ

“ปล่อยฉันนะ เจ้าบ้า อากิระ” ต่อว่าเสียงไม่เบานัก แต่กลายเป็นว่าเจ้าตัวกลับกอดเขาแน่นขึ้นไปอีก

“อากิระ ปล่อยนะเฟ้ย”

“รักน๊า ชูจิ จุ๊บๆ” ใบหน้าที่ยื่นเข้ามาใกล้ ทำเอาชูจิต้องหันหนีอย่างช่วยไม่ได้ ...อันตรายเกินไปแล้ว...

“รักๆๆๆๆ ร๊ากกก” เขยิบเข้ามาใกล้ๆ จนรู้สึกได้ถึงเสียงที่ริมใบหูและลมหายใจแผ่วเบานั้น

ชูจิได้แต่นอนหน้าแดงจัด อากิระกอดเขาไว้เสียแน่น ลมหายใจร้อนรินรดอยู่ใกล้ จนใบหน้าของเขาคงจะร้อนผ่าวไม่แพ้กัน แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ละเมอ แต่โดนถึงขนาดนี้ คงแปลกล่ะถ้าหากจะไม่รู้สึกอะไรเลย

ในเมื่อเอาผิดกับคนหลับไม่ได้ คนที่สติกลับมาเต็มร้อยเลยได้แต่อดทน อดทนทั้งแรงกอดของขี้เซา และอดทนต่อความรู้สึกของตัวเอง....อากิระ ขนาดหลับไปแล้ว ก็ยังร้ายกาจไม่แพ้ตอนตื่นเลยจริงๆ

ชูจิข่มตาให้หลับทั้งที่อยู่ในอ้อมกอดอุ่นๆ อากิระลมหายใจสม่ำเสมอลงแล้ว ใบหน้าที่เลื่อนมาซุกลงตรงซอกคอทำให้ชูจิอดหวั่นไหวไม่ได้ แต่เมื่อนานเข้า เมื่อความง่วงเข้ามาแทนที่ ความรู้สึกต่างๆ ถึงได้เริ่มจางลง....จนแล้วจนรอดความอ่อนล้า ก็ชนะทั้งร่างกายและจิตใจ สุดท้าย ชูจิก็ผล็อยหลับไปในที่สุด.......






------------------------------------------------------------------------------


TBC. Part 03. End of Bokura no Hadachi



PR
この記事にコメントする
NAME:
TITLE:
COLOR
MAIL:
URL:
COMMENT:
PASS: Vodafone絵文字 i-mode絵文字 Ezweb絵文字
この記事へのトラックバック
この記事にトラックバックする:
カレンダー
05 2026/06 07
S M T W T F S
1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
最新CM
[06/24 p_akajin]
プロフィール
HN:
No Name Ninja
性別:
非公開
バーコード
ブログ内検索
アーカイブ
フリーエリア
Copyright©Seiga-i All Rights Reserved.
Powered by NinjaBlog
Graphics by **月読空庭**
Template by わらみ~
忍者ブログ [PR]