[PR]上記の広告は3ヶ月以上新規記事投稿のないブログに表示されています。新しい記事を書く事で広告が消えます。
“สถานการณ์ย่ำแย่เหลือเกิน”.....เสียงของเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มดังขึ้น ขณะที่สังเกตการณ์ท่าทีของคน 2 คน โดยเฉพาะคนตัวเล็กที่ดูเฉยชาเสียจนน่าเป็นห่วง
ตั้งแต่เช้า ชูจิมาถึงห้องเรียนตั้งแต่ไก่โห่ ส่วนอาคิระ ก็มาซะสายจนเกือบถูกเช็คขาด นับเป็นเรื่องน่าแปลกในสายตาของเพื่อนฝูง ที่มักจะเห็นสองคนนี้มาพร้อมๆกันอยู่เสมอ......ชูจิ เอาแต่นั่งเงียบ ไม่เพียงแม้จะชายหางตามองคนข้างๆ ส่วนอาคิระเองที่มักส่งเสียงโหวกเหวกบ้าบอ วันนี้กลับนิ่งจนราวกับเป็นคนละคน ....ไหนจะสายตาที่เอาแต่จับจ้องอยู่ที่ร่างเล็กๆ อีก ยิ่งมองยิ่งน่ากลัว....
“ไม่ไปกินนะ ใครอยากไปกินก็ไปเถอะ” ประโยคแรกที่ได้ยินตั้งแต่เช้ายันพักเที่ยง กลายเป็นประโยคที่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย.........เมื่อชูจิไม่อยากไป ก็ไม่มีใครคิดอยากตื้อ สถารการณ์ตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ควรก้าวก่าย
....เพื่อนไปกันหมดแล้ว.....ชูจิฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างเหนื่อยอ่อน......รู้สึกแย่จนไม่อยากเรียน ตั้งแต่เช้า ถึงจะมองแต่กระดาน แต่ความจริงแล้ว เขาแทบจะภาวนาให้เวลาผ่านไปเร็วๆ แทบจะทุกนาที...........
ความรู้สึกอะไร ก็ไม่เลวร้ายเท่ากับการที่ไม่สามารถสู้หน้าเพื่อนสนิทได้......ถึงจะเคยเจอเรื่องคล้ายๆกัน อย่างการที่ถูกคนอื่นเมินหน้าหนี แต่สำหรับกับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในตอนนี้ กลับกลายมาเป็นคนที่เขายังไม่อยากเห็นหน้ามากที่สุด......รู้สึกแย่จนไม่รู้จะทำยังไงต่อไป...........
......อาหารกลางวัน เป็นสิ่งที่ถูกลืม.....เรื่องที่อยากทำตอนนี้คือการหลับตาลง พักสมองที่กดดันจากบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไป.......และพักใจที่ล้ามากอย่างไม่เคยเป็น...
ชูจิไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหน จนได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วน่ารำคาญของสาวๆ เพื่อนร่วมห้อง................
“อาคิระนี่ ตลกดีจังนะ”...........เมื่อกี้ หล่อนพูดกับใครอยู่นะ?..............
“นี่ ถามจริงๆ เถอะ ไอ้ KONๆ ที่อาคิระชอบทำน่ะ มันหมายถึงอะไรเหรอ?”
........ชูจิยังคงหลับตา แต่กลับแอบลอบฟังเสียงของคนที่กำลังพูดคุยกันอยู่เงียบๆ.............
“มันก็ไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไรหรอกน่าาาาา...... ก็เป็นแค่คำทักทายเฉยๆ...น่ะ”..............ใช่ อาคิระเคยบอกอย่างนั้น
“แต่จะว่าไป ก็ไม่เชิงหรอก ที่จริง มันก็มีที่มาอยู่เหมือนกันนะ”......ที่มา?....
“เอ๋ ที่มาเหรอ? คำว่า ก๊องๆ นี่น่ะนะ? อยากรู้จัง บอกหน่อยสิ”
“เคยได้ยินตำนานเรื่องสุนัขจิ้งจอกจอมขี้แกล้งมั้ยล่า...?..”...สุนัขจิ้งจอก ขี้แกล้ง?...
“........ตำนานที่ว่าด้วย จิ้งจอกตัวหนึ่งที่ชื่อ ค่ง อาศัยอยู่ในโพรงตัวเดียวบนเขาสูง...ค่งขี้แกล้ง ชอบไปทำลายข้าวของๆพวกชาวบ้าน วันนึง ไปขโมยปลาจากชาวบ้านคนหนึ่ง .....ทำไปเพราะสนุกโดยที่ไม่คิดอะไร จนหลายวันต่อมา ระหว่างกำลังเที่ยวเล่น ดันมาเจอเข้ากับขบวนงานศพแม่ของชาวบ้านคนนั้น......ค่งสำนึกผิด แต่ที่สำคัญเพราะเห็นว่าชาวบ้านคนนั้น ต้องอยู่เพียงลำพังเหมือนตัวเอง.....ค่งเข้าใจดีว่า การอยู่ตัวคนเดียวโดยไม่มีใครนั้นมันเหงาซักแค่ไหน ถึงได้หาวิธีที่จะช่วยชาวบ้านคนนั้น แต่เพราะค่งคือค่ง เป็นแค่จิ้งจอกรักสนุก ไม่รู้หรอกว่า ต้องทำยังไงให้ชาวบ้านคนนั้นรู้สึกดีกับตน สิ่งที่ทำไป บางทีก็ทำให้เลวร้ายลงไปอีก แต่เชื่อมั้ย เอาเข้าจริงๆ ถึงตอนที่ทำดีแล้ว เขาก็ยังหาว่า เพราะว่าพระเจ้าหรอกนะ ถึงได้เป็นแบบนั้น..............” หยุดเล่าด้วยท่าทีขำๆ.............................
“จากนั้น....ในวันหนึ่งที่ค่งแอบเอาของไปให้ ชาวบ้านคนนั้นเห็นเข้า ดันคิดไปว่าค่งคงจะมาแกล้งอีกแน่ๆ เลยใช้ปืนยิงใส่ค่ง..... พอเดินมาใกล้นั่นแหละ ถึงได้รู้ว่า ของที่ตนได้รับ ที่คิดว่าพระเจ้าประทานมาให้ ที่แท้ก็มาจากค่ง จิ้งจอกที่ใครๆ ก็คิดว่าเป็นปีศาจนี่เอง.........กว่าจะรู้ก็สายไป ....แต่อย่างน้อย ก่อนสิ้นใจ ชาวบ้านก็ยังได้รู้ความจริงนะ ค่งเองก็ตายตาหลับ”....
“ที่มา มันน่าเศร้า ไม่เหมือนที่อาคิระเอามาเล่นขำๆ เลยนะ”....
“นั่นสินะ ก็เพ้อเจ้อไปนั่นล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ KONNNๆๆๆ” ไม่พูดเปล่า ทำมือให้คล้ายกับรูปจิ้งจอกอันเป็นท่าประจำ...
“อาจารย์มาแล้ว ฉันกลับไปนั่งที่โต๊ะก่อนนะ”
.............ใบหน้าเรียวเงยขึ้นจากโต๊ะ...ใช้มือข้างหนึ่งจัดผมให้เป็นทรง.....เป็นจังหวะเดียวกับที่อีกคนเดินผ่านมา และนั่งลงที่โต๊ะข้างๆ กัน................
.....ชั่วโมงเรียน เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ คล้ายๆ กับที่มีคำถาม ส่งเสียงทักท้วงขึ้นเบาๆ ในใจ...
....ไม่สนหรอกว่าไอ้คำทักทายแบบนั้น ที่จริงแล้วจะมีที่มาๆจากอะไร แต่เรื่องที่จิ้งจอกนี่สิ คนเล่าต้องการจะบอกอะไรใช่มั้ย?...
'เพราะค่งคือค่ง เป็นแค่จิ้งจอกรักสนุก ไม่รู้หรอกว่า ต้องทำยังไงให้ชาวบ้านคนนั้นรู้สึกดีกับตน สิ่งที่ทำลงไป บางทีก็ทำให้เลวร้ายลงไปอีก แต่เชื่อมั้ย เอาเข้าจริงๆ ถึงตอนที่ทำดีแล้ว เขาก็ยังหาว่า เพราะว่าพระเจ้าหรอกนะ ถึงได้เป็นแบบนั้น'
พอจะเข้าใจอะไรบ้างมั้ยล่ะ?...
.............................
............
.......
..
เย็นนี้อาจเป็นครั้งแรก ที่ตอนกลับบ้าน ชูจิ ไม่ได้ยินเสียงร้องเรียกชื่อเขา และพร่ำว่าให้หยุดรอกันบ้าง.................
.......ถึงจะเงียบ ถึงจะรู้สึกเป็นส่วนตัวไม่วุ่นวาย....ทั้งๆ ที่ชอบหนี...ทั้งๆ ที่แกล้งหลบ แต่สุดท้ายแล้ว พอเอาเข้าจริงๆ มันก็ปวดหนึบที่ใจเสียเอง
“...กลับมาแล้ว....”
“อื้อ ต้อนรับกลับฮะพี่”.........โคจิเงยหน้าขึ้นมองครู่หนึ่ง ก่อนลงมือทำการบ้านต่อ
“วันนี้อยากกินอะไร?”
“อะไรก็ได้ ทำไปเถอะ แต่เอาให้มันกินได้ก็แล้วกัน”
“พูดงี้หมายความว่าไง? ฉันทำไม่อร่อยเรอะ?”.......อารมณ์ไม่ดี แล้วยังจะถูกกวนเข้าอีก
“ป่าว แต่ช่วงนี้ รสชาติกับข้าวของพี่มันเฝื่อนๆ ไร้ชีวิตชีวายังไงยังไงพิกล”.......
“งั้น วันนี้ซื้อกินมั้ย? เพราะถ้าให้ทำ ก็คงเฝื่อนอีกเหมือนเดิม”.........ประชดเล่นซะอย่างนั้น
“ทะเลาะกับพี่อาคิระเหรอ?”.........อยู่ดีๆ ดันมาถามจี้ใจดำ แค่ได้ยินชื่อก็สะดุ้งแล้ว
“ป่าว ไม่มีไรนิ่”...................
“ตอนเช้าเห็นไม่ได้ไปโรงเรียนด้วยกันเลย ...เห??? หรือว่า เพราะที่ผมบอกพี่เลยทำให้เป็นงี้กันอ่ะ?”
........ถูกจี้ใจดำครั้งที่สองเข้าอีกแล้ว...............
“รีบทำการบ้านเข้า เดี๋ยวจะรีบออกไปซื้อของมาให้กิน พ่อวันนี้คงกินจากข้างนอกมาแหละ ไม่ต้องรอก็ได้”.......บอกก่อนรีบหนีเข้าไปในห้องนอน ....... แม้แต่เด็กอย่างโคจิ ยังมองออกเลยรึ?
.........หลังอาหารมื้อเย็น โคจิเลือกที่จะนั่งดูทีวีต่อ ส่วนชูจิ เลือกที่จะแยกตัวขึ้นไปอยู่บนห้องเพียงลำพัง............
“แย่ชะมัด”............พึมพำออกมาก่อนนอนอย่างหมดสภาพ.....แขนข้างหนึ่งก่ายหน้าผากอย่างเซ็งๆ
ชูจิคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย.........คิดถึงเรื่องในอดีต เรื่องก่อนนี้ และจบลงที่เรื่องเมื่อวานนี้................
“บ้าที่สุด”..........ต่อว่าออกมาลอยๆ ว่าไปถึงคนที่เห็นหน้ากันความคิด และว่าถึงตัวเอง.................
........ทั้งที่คิดว่าจะโกรธจัด แต่ความรู้สึกจริงๆ กลับไม่ใช่แบบนั้น ..............
ถ้าโกรธมากจริง........ก็คงไม่อยากยุ่ง ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากเจอ และไม่กังวลที่จะไม่ได้พูดคุยกัน
แต่นี่อะไร? มันตรงกันข้ามกับที่ควรจะเป็นไม่ใช่หรือ?
โกรธก็โกรธ แต่ลึกๆ กลับอยากพูดคุย อยากเจอหน้า กังวล ที่จะไม่ได้พูดคุยกัน แม้กระทั่งอยากเป็นฝ่ายทำให้ทุกอย่างมันกลับไปเป็นเหมือนเดิม...............................
Tuuu Tuuuuu Tuuuuu
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกระทันหันจนตกใจ ชูจิรีบคว้ามาทันที ที่ได้ยินเพลงที่ตั้งไว้เฉพาะเพื่อนสนิทอีก 1 คน
.............................
............
.......
..
.
“โกรธกัน? ทำไมล่ะ?”............คำถามแรก ที่โนะบุตะถามหลังจากที่ชูจิบอกไปว่า เขามีเรื่องกับอาคิระ
“ก็หมอนั่นเล่นแรงกับฉันเกินไป”...........แค่พูดถึงนิดหน่อย หน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ
“นะ...น่าแปลกจัง....อาคิระไม่เคยแกล้งอะไรแรงๆ นี่นา”
“ฉันก็ไม่รู้”..........ไม่รู้จริงๆ..........
“ อา....อาคิระ....ไม่เคยแกล้งใครหนักๆ ชูจิก็รู้ใช่มั้ย?...ถ้าอย่างนั้น.......เขาอาจจะไม่ได้แกล้ง....ก็ได้นะ”
“เห? ไม่ได้แกล้ง?”
“อือ.....ปกติก็ เป็นงั้นนี่นา......”.........น้ำเสียงของโนะบุตะ ดูมั่นใจกว่าคนฟังเสียอีก...................
“ว่าแต่.....อาคิระ...แกล้งอะไร ชูจิ เหรอ?......”..........กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ จะให้บอกกันน่ะเหรอ?...............
“พี่ชูจิ..........พี่ฮะ...........”....เสียงของโคจิ ตะโกนเรียกชื่อเขาอยู่นอกห้อง
“โนะบุตะ เดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะ โคจิเรียกทำไมก็ไม่รู้”.........ถือโอกาสตัดบท ที่จริงเพราะไม่อยากจะนึกถึงเรื่องนั้นแล้ว.........
“อือ แล้ว ยังไงก็ เคลียร์กัน.....อย่าเอาแต่เงียบ...นะ”..................
“ขอบใจนะ โนะบุตะ แล้วไว้จะโทรไปหา...บาย....”……………วางสายก่อนรีบเปิดประตูออกไป...................
“พี่ฮะ มีคนมาหา”
“ใคร?”............ชะโงกหน้าไปมอง ถึงกับทำอะไรแทบไม่ถูก............ไม่ได้เตรียมตัวที่จะต้องมาจอกันในบ้านอย่างนี้เลย.....
“......อาคิระ....”
.............................
............
.......
..
.
ความเงียบเข้าครอบคลุมห้องนั่งเล่น ที่ตอนนี้โคจิขอปลีกตัวเข้าไปในห้องของตัวเองอย่างรู้งาน.................
ชูจินั่งนิ่ง ....มีเพียงอาคิระที่นั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“นี่..ชูจิ...วันนี้เป็นอะไร ไม่สบายเหรอ????”.........ไม่พูดเปล่า เขยิบเข้ามานั่งใกล้ๆกันเสียอีก
“เปล่า”......บอกได้แค่นั้น ก่อนขยับให้ห่างออก
“ไม่จริงอ่ะ พูดก็ไม่ค่อยพูด กลางวันก็ไม่ยอมกินข้าว เอาแต่นอนไม่ใช่รึไง”
“นี่ ถ้าไม่มีไรแล้วก็กลั.....” ยังไม่ทันจะพูดจบ กลับถูกมืออุ่นทาบลงที่หน้าผากเบาๆ
“ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา...เฮ้อ ค่อยยังชั่วหน่อย”..........ยิ้มร่า ทำหน้าโล่งใจอย่างสุดๆ...........
“ถ้าไม่ได้เป็นไร ก็กลับดีกว่า..........ไม่อยากทำนายหนักใจ เฮ้อ ไปละ”........ลุกจากโซฟา....สรุปที่มาก็เพราะเพียงแค่นี้น่ะเรอะ?
“บับบาย Konๆ ชูจิ คุ-ง”.................
........มาเพื่อแค่นี้....จริงๆ น่ะหรือ?..................
...ชูจิ มองแผ่นหลังกว้างๆ อย่างสับสน....ไม่รู้ว่า ควรจะทำยังไงต่อไปจากนี้ดี.......
คำถามบางคำถาม เกิดขึ้นในใจ.....เขาควรจะแคร์อะไร ระหว่างสายตาคนอื่น ตัวเอง หรือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวคนนี้.........
เพราะคำพูดของคนอื่น....เพราะสายตาที่คนอื่นมองมา....ทั้งที่ปกติ เขาไม่ใช่คนที่จะใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ แต่เพราะเป็นอาคิระรึเปล่า มันถึงได้มีผลกับตัวเขามากนัก.......มีผลมากขนาดที่ว่า ยอมที่จะห่างจากเพื่อน ยอมที่จะยุ่งเกี่ยวให้น้อยลง ถ้าอะไรๆ มันจะดีขึ้น แต่ลืมไปรึเปล่าว่า คนที่ทำเพื่อคนอื่นอย่างอาคิระ คนที่จริงใจ อยู่ข้างกันและช่วยเหลือกันตลอด จะรู้สึกยังไงที่ถูกมองผ่านแบบนั้น.........
......คนที่คิดมาก และทำให้มันแย่ลง คือตัวเขาเอง...................
อีกคน อาจจะเป็นเหมือนเดิม......อีกคนอาจจะไม่ได้อะไรเลยจริงๆ ด้วยซ้ำ ทั้งที่หวังดี เสมอต้นเสมอปลาย และห่วงใยกัน....................
..............แต่คนที่คิดว่ามันเปลี่ยนแปลงไป กลับกลายเป็ฌนคนที่เอาแต่รับความรู้สึกดีๆ นั้นซะเอง....................................
“เดี๋ยว อาคิระ”...........เรียกชื่อ.............รั้งไว้อย่างไม่รู้ตัว
“นาย เป็น จิ้งจอก ใช่มั้ย?”
“หือ อะไรนะ?”........ทำหน้าสงสัย......
“นายเป็นจิ้งจอก ใช่มั้ย?”..............พลั้งปากถามออกไปจนได้..................
............ไร้คำพูดใด.....เพียงครู่เดียว ก่อนที่ ชูจิ จะได้รอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีนั้น แทนคำตอบ................
“ชาวบ้าน.......คุณชาวบ้าน”.............นิ้วเรียวชี้ตรงมาที่ร่างเล็ก.........
“...Konๆ...”........ทำท่าเดิมๆ พร้อมยิ้มให้บางๆ ก่อนหันหลังให้กับชูจิ............
.........เสียงลูกปิดประตูที่ดังขึ้นเพราะมือของอากิระ เป็นจังหวะเดียวกับที่หัวใจเหมือนจะตกวูบ.................
............ถ้าไม่รั้งไว้ตอนนี้.........คงไม่ดี....ใช่มั้ย?................
“นี่อาคิระ”
“ว่าไงล่ะ?....?”...…….หันกลับมามองอย่างงงๆ.................
“ฉันขอโทษ ที่หลบหน้านาย....”.........ก้มหน้านิ่ง ไม่อยากให้เห็นเลยว่า หน้าของตัวเองตอนนี้ อ่อนแอแค่ไหน
“ขอโทษที่หนี..... ขอโทษจริงๆ”..........ไม่รู้จะพูดอะไรที่มากกว่านี้อีกแล้ว....................
ไม่อยากจะสนแล้วว่า ใครจะว่ายังไง ในเมื่อ อาคิระ ดีออกขนาดนี้.....ห่วงกันขนาดนี้.....แล้ว.....??............
….
….
“.......ตุ๊บ.....”..............เสียงที่ดังขึ้น พร้อมๆ กับที่ร่างบอบบางถูกผลักให้ราบลงกับโซฟา.............
“นายพลาดแล้วนะ ชูจิ พลาดไปแล้ว”
“พลาด?”.......ตกใจ......ชูจิพูดออกไปได้แค่นั้น ก่อนที่จะสัมผัสถึงลมหายใจร้อนๆ ที่ระรดอยู่ที่แก้มเนียนใส...............
“ใช่ พลาด”.......รอยยิ้มที่ผุดพราว ตามมาด้วย ริมฝีปากที่กดทับลงมาอย่างจาบจ้วง.........................
..............ชูจิลืมตาโพลง...ตกใจที่ถูกอาคิระรุกด้วยจูบอย่างกระทันหัน........ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว เหมือนกับจูบนั้นที่หายวับในทันทีที่อาคิระเลื่อนใบหน้าห่างออก............................................
“ผลของความผิดพลาด”.............ดวงตากลมโต ดูวาวโรจน์ สดใสเสียจนดูสว่างจ้า
“รู้มั้ยว่า ถ้าวันนั้น ฉันไม่ถอย นายก็ต้องเจอแบบนี้”
“.............................................”........................
“แล้วรู้มั้ยว่า ถ้าจากนี้ ฉันไม่ถอย นายจะได้เจอแบบไหน?”...............ยื่นหน้าเข้ามาใกล้...........ชูจิจ้อมมองเขม็ง...ช็อคซะจนทำอะไรไม่ถูก..............................
“อย่าพลาดไม่เป็นท่าอย่างนี้อีกนะ ไม่สมเป็นนายเล๊ยยย ให้ตายเถอะ”..........ลุกขึ้น ปล่อยออกห่างจากร่างบาง.........ถ้ายิ่งนานกว่านี้ อาคิระไม่มั้นใจในตัวเองซักไหร่เหมือนกันว่า จะพอแค่ - เตือน - กันไว้เฉยๆ ได้มั้ย
“ฉันกลับล่ะ พรุ่งนี้วันหยุด ไว้ออกไปตกปลากัน แล้วก็........ลุกขึ้นได้แล้ว......”....................
....ชูจิยันตัวขึ้นพรวดพราด ควงตาเรียวยังจ้องไปที่อาคิระอย่างไม่รู้สึกตัว........
อะไรกัน .....น่าจะไม่มีอะไรไม่ใช่เหรอ? เรา...ไม่ใช่อย่างที่ถูกพูดถึงจากคนอื่น ไม่ใช่เหรอ??????????????
“นี่จะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอชูจิ เอาแต่นั่งอยู่อย่างนั้นอ่ะนะ? หรือว่าชอบ”...........พูดจบทำเอาคนฟังหน้าแดงจัด ไม่รู้ว่าโกรธ หรืออะไรกันแน่ .....................
“ถ้าไม่ว่าอะไร งั้น ฉันเผ่นล่ะ บับบาย Konๆ ชูจิคุงงงงงง”
......แล้วสุดท้าย........ห้องรับแขกก็หลงเหลือเพีงความเงียบงันอีกครั้ง ก่อนที่จะ.........................
“อะ...ไอ้.....ไอ้บ้าอาคิร๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา”
...........ตะโกนซะดังขนาดนั้น คนที่อยู่นอกประตู จะไม่ได้ยินคงเกินไปล่ะ.......................
.............................
............
.......
..
.
“นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว”...............อาคิระทักขึ้นทันทีที่เห็นร่างเล็กมาถึงบริเวณริมเขื่อน สถานที่นัดหมายประจำ........
“ก็อยากอยู่หรอก แต่กลัวโดนหาว่าใจร้ายอีก”
“เหรอ...นึกว่าจะโกรธฉันหัวฟัดหัวเวี่ยง แล้วก็เกลียดขี้หน้ากันไปซะอีก”.......พูดให้นึกกันอีกจนได้..............
“.....................................”..................พูดอะไรไม่ออก........
“เอ๊า อย่าเสียเวลาเลย มาตกปลากันดีกว่า นี่ๆๆ ฉันเตรียมเบ็ดกับเหยื่อมาให้แล้ว”
อาคิระเปิดกล่องใส่เบ็ดและเหยื่อ แต่พอเห็นของข้างใน ชูจิก็ไม่รู้จะหัวเราะหรืออยากด่าคนๆ นี้ดี
“ตกให้ตายก็คงมีปลามากินหรอก ใช้ปลาหมึกแห้งๆ มาตกอย่างงี้น่ะ”
“ก็เหยื่อเป็นๆ มันน่าสงสารออก....โดนจับแล้ว ยังต้องมาตายเพราะปลาอื่นอีก......”..........ทำหน้าเศร้าซะน่าสงสาร
“งั้นก็ ลองดูซักตั้งก็ได้ ไม่แน่ ปลาอาจจะชอบรสชาติใหม่ๆ ก็ได้มั้ง”..............
...........เสียงหัวเราะที่ประสานกัน ดังขึ้นอีกครั้ง........ได้กลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างนี้ ต่อให้เจอเรื่องอะไร จะไม่ดึงให้มันมาเป็นปัญหาอีกเด็ดขาด.................แต่อย่างน้อย ชูจิขอแค่ได้รู้คำตอบจากเรื่องบางเรื่อง ที่ยังคาใจจนถึงตอนนี้................
ช่วงเวลาสนุก มักผ่านไปเร็วเสมอ........พระอาทิตย์ลดตัวต่ำลงเรื่อยๆ พร้อมกับแสงแดดที่อ่อนแรงลงเช่นกัน.................
“ได้แต่อะไรมาก็ไม่รู้”...................ชูจิหยิบเศษไม้ขึ้นมาดูก่อนโยนมันทิ้งลงไปในถังขยะข้างๆ
“เอาน่า แต่ว่า ก็สนุกดีใช่มั้ยล่ะ? อย่างน้อยก็ได้ออกมาตกปลากัน ไม่ได้เล่นอย่างนี้นานแล้วนี่เนอะ”
“นั่นสิ”..............ชูจิลุกยืนก่อนทอดมองออกไปยังพื้นทะเลกว้าง...........กำลังค้นหาอะไรซักอย่างที่ขอบฟ้าไกลนั่น..........
“เอ่อ...อาคิระ”...............เอ่ยขึ้น แต่ไม่คิดจะหันมองคนที่ยืนอยู่ข้างกัน....................
“ถามจริง เรื่องเมื่อวาน....................”.............ยังไม่ทันพูดจบ เจ้าของชื่อกลับเอามือปิดปากบางเสียสนิท
“จุ๊ๆ เมื่อวานก็คือเมื่อวาน วันนี้เค้าไม่ถามกันแล้ว”...........ทำสายตากวนๆใส่..........
“ไม่จำเป็นต้องรู้เหตุผลว่าทำไมหรอกนะชูจิ เอาแค่ว่า จะยังไงก็ตาม ฉันก็ยังเหมือนเดิม ยังเป็น คุซาโนะ อาคิระ เช่นเดียวกับที่ฉัน อยากให้นายเป็นนาย....เป็น คิริทานิ ชูจิ....ที่ใจร้ายยยยยย ที่สุดในโลก”
“อ้าววววว อาคิระ ปากดีนิ่ .....เป็นเหยื่อแทนปลาหมึกแห้งไปแล้วกันนะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!”...................
..............เสียงหัวเราะที่ดังอยู่บนเขื่อนริมทะเล........กับแดดยามเย็นที่ฉาบแสงลงทั่วพื้นน้ำ ..........และคนสองคน.........จะอีกนานแค่ไหน .....เท่านี้....ก็เพียงพอแล้ว..............
มี ชูจิ
มี อาคิระ
รับรู้กัน เพียงสองคน
.......................เกินพอ.....เพียงพอแล้วจริงๆ................................
.......................................
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
(แถมๆ...............................)
คุณคิดว่า ความลับ จะมีในโลกหรือ?
.................ภายในห้องรับแขก..........ลูกชายคนเล็กของบ้านคิริทานิ กำลังนั่งเล่าเรื่องราวในบ้าน ให้กับแขกพิเศษของครอบครัว อย่างเบาๆ และ ลับๆ (???)..............................
“นี่ๆ พี่อาคิระ รู้เปล่า พอผมพูดถึงชื่อพี่เข้าหน่อยนะ พี่ชูจิก็เดินหนีเข้าห้องไปเลย”....กระซิบกระซาบให้ได้ยินกันแค่ 2 คน
“เหอะ เค้าคงไม่อยากจะเห็นหน้าล่ะมั่ง”..............พูดพลางพะยักพะเยิดหน้า แบะปากล้อเลียนไปทางประตูห้องๆ หนึ่ง
“ผมว่า พี่ชูจินะ เค้าต้องคิดมากกับเรื่องที่ผมบอกไปเมื่อหลายวันก่อนแน่ๆ เลย”
“เห? เรื่องอะไรน่ะ?”..........อยากรู้ขึ้นมาทันที
“ก็.....เรื่องที่เพื่อนผม หาว่า พี่ 2 คนเป็นโฮโม”
“เฮ้ย จริงสิ”.........เผลอส่งเสียงดังจนโคจิต้องกระโดนตะปบปากอิ่มๆ เข้า
“เจ็บนะเฟ้ย”........ต่อว่าทันทีที่มือเล็กๆ เปิดออก
“ก็อย่าเสียงดังสิ นี่ๆ จะฟังต่อมั้ย?”
“แน่ล่ะ รีบๆ เล่าเร็วเข้า เกิดชูจิออกมาเจอ เดี๋ยวอดฟังกันพอดี”.................กระเถิบเข้ามานั่งชิดๆ กับโคจิ เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ.................
....
.......
..........
...................ที่แท้ ที่เปลี่ยนไปเพราะว่า เรื่องแค่นี้เอง.......................
..................ก็แค่โดนเพื่อนโคจิมองว่าเป็นโฮโม...............
.................แต่ว่า มันก็เพราะแค่.......เราคงดูเหมาะสมกันมากเกินไป....................
........ก็แค่นั้นเอง.............
“นี่พี่อาคิระ ถามจริงเหอะ พี่ 2 คนเป็นกันจริงๆ ป่ะ?”..........ถามอยากรู้อยากเห็น
“อืม...เป็นรึเปล่าน่ะเหรอ?”..............ทำท่าคิด....................
“ลีลาเป็นบ้าเลย บอกมาเถอะน่า.....” เขย่าตัวอาคิระซะหัวสั่นหัวคลอน
“.....งั้น ถ้าบอกว่า เป็น ล่ะ นายจะว่าไง.....”
“พูดจริงป่ะเนี่ยะ?”
“คิดว่าจริงมั้ยล่ะ?”..................ส่งสายตาจริงจังซะจนโคจิถอยกรูด................
“ถ้า...ถ้าเป็นอะนะ.....................”......กลืนน้ำลายฝืดคอ........ “ถ้าเป็น...เอ่อ ก็ ก็ไม่รู้ดิ่ ยังบอกไม่ได้หรอก”
“อะไรกันนะ นายนิ่”.............หัวเราะออกมาเบาๆ
“แล้วสรุปเป็นมั้ยเล่า จะได้คิดออกไงว่า เป็นยังไง”
“ไม่ได้เป็นหรอกน่า......พี่นายไม่ได้เป็นโฮโม สบายใจได้”.............ตบลงที่บ่าเล็กๆ ของโคจิเป็นเชิงรับประกัน
“ค่อยยังชั่วหน่อย...............”
“แต่ว่านะ บางที.......ฉันอาจจะเกิดชอบชูจิ หรือไม่ก็ ชูจิ อาจจะเกิดชอบฉันขึ้นมาขึ้นมาจริงๆ ก็ได้”
“อ้าวก็ไหนว่า ไม่เป็นไง”.............โคจิได้แต่เกาหัวแกรกๆ อย่างไม่เข้าใจ
“คนเราชอบกัน ถึงจะผู้ชายเหมือนกัน แต่ถ้าชอบกันนะ เค้าไม่เรียกว่าโฮโมหรอก เอาเป็นว่า ไว้ถ้าโตไปแล้ว นายบังเอิญเจอคนที่ถูกใจแล้วดันเป็นผู้ชายเข้าอ่ะนะ ก็จะรู้เองแหละ”.............พูดด้วยดวงตาที่เจิดจ้าซะเหลือเกิน
“โอยยผู้ใหญ่นี่มันเข้าใจยากกกก จริงๆ เลย......เลิกคุยเรื่องนี้ดีกว่า นี่ๆ ว่าแต่คงไม่ได้จะมาแค่คุยกับผมหรอกนะ”.......
“ทีแรกก็ว่าจะอยู่ไม่นานหรอก แต่มาถึงขนาดนี้แล้ว นายช่วยเรียกชูจิให้ทีก็แล้วกันนะ”
“ก็ไปเรียกเองสิ ห้องก็เคยเข้าๆ ออกๆ บ่อยไป”
“เอาน่า...ช่วยๆ กันหน่อยสิ พี่นายจะได้อารมณ์ดีขึ้นไง”................ช่วยได้จริงๆ เรอะ?................
“งั้น รอแป๊บนึงก็แล้วกัน เคลียร์กันให้รู้เรื่องล่ะ เดี๋ยวจะเปิดทางให้”................ถึงจะเด็กแต่ก็แก่แดดใช่เล่นเหมือนกันนะ......
“Thank you” นั่งแผ่หลาที่โซฟาอย่างสบายอารมณ์ มองดูโคจิที่หอบการบ้านเดินไปที่หน้าประตูห้องๆนั้น............................
..........โคจิ คงยังให้คำตอบไม่ได้หรอกว่า ถ้าเกิดพี่ชายกับเพื่อนเป็นอะไรกันขึ้นมา จะรู้สึกยังไง............แต่อย่างน้อยก็มั่นใจขึ้นมาแล้วว่า พี่ชายคงไม่ได้เป็นโฮโมตามที่อาคิระยืนยัน
แต่สำหรับงานนี้..........โคจิก็คงพลาดไป 1 เรื่องเข้าให้แล้ว.......................
...............เพราะ ถึงชูจิไม่เป็น...แล้วอาคิระล่ะ?...............ยังไม่ตอบคำถามนั้นเลยไม่ใช่เรอะ?...........................
.............................
............
.......
..
.
คุณเคยได้ยินตำนานเรื่องสุนัขจิ้งจอกจอมขี้แกล้ง ที่ชื่อ - อาคิระ- มั้ย???............